ถกปฏิรูปกสทช.ต้องให้เกิดการแข่งขัน-เป็นธรรม

ถกปฏิรูปกสทช.ต้องให้เกิดการแข่งขัน-เป็นธรรม

งานเสวนาถกปฏิรูปกสทช.คลื่นความถี่มีจำนวนจำกัดต้องทำให้เกิดการแข่งขันที่มีความมีเสรีและเป็นธรรม

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัด "ราชดำเนินเสวนา" เรื่อง "ปฏิรูปกสทช. เพื่อการปฏิรูปสื่อ" วิทยากร น.ส,สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นางภัทรา โชว์ศรี ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการเงินที่ ๖ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นางสาวสุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและนโยบายสื่อ ศูนย์ศึกษาจริยธรรม กฎหมาย และนโยบายสื่อสถาบันอิศรา และนายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

โดยน.ส.สุวรรณา กล่าวว่า กสทช.มีความสำคัญและจำเป็นในสังคมไทย การปฏิรูปสื่อเป็นการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ การผ่อนคลายการผูกขาดของรัฐ กระจายการถือครอง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสื่อและก่อให้เกิดการแข่งขันโดยบริสุทธิ์เสรีเป็นธรรม มีเป้าหมาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผูกขาด ให้หลักประกันในการสื่อสารของคนทุกกลุ่มในสังคม เพื่อสร้างมาตรฐานของเนื้อหารายการ

"คลื่นความถี่ที่ กสทช.กำลังดูแลมีจำนวนจำกัดต้องทำให้เกิดการแข่งขันที่มีความมีเสรีและเป็นธรรม ตามพระราชกฤษฎีกาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ระบุ การมีคณะกรรมการสรรหาการปฏิรูปสื่อที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้จากทั้งหมด11หัวข้อ จึงเป็นที่มาภารกิจในการปฏิรูปสื่อมีอยู่ 3 ด้าน 1.การกระจายการถือครองคลื่นความถี่ตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่ 2.ประชาชนได้เข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ 3.การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมนี้คือประเด็นที่สังคมต้องจับตา คิดว่า กสทช.ยังมีความจำเป็นยังคงต้องคงอยู่ แต่มีบางอย่างที่ต้องแก้ไข” ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและนโยบายสื่อฯ กล่าวและว่า ในฐานะเคยเป็นอนุกรรมการยกร่างกฎหมายการประกอบกิจการฯ และรู้ปัญหาของวิทยุกระจายเสียงจึงมีโอกาสจับตาดู กสทช.มาตลอด ที่มาของการยกร่างกฎหมายฉบับนั้นอยู่บนแนวคิดว่า ต้องคลี่นความถี่วิทยุมีได้ 524 คลื่นในทั่วประเทศ แบ่งเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ 100 กว่าคลื่น กองทัพบก 100 กว่าคลื่น อสมท. 62 คลื่น ล้วนเป็นทรัพยากรไม่มีเอกชนและประชาชนเป็นเจ้าของ ดังนั้นเราต้องการการกระจายการถือครอง 524 คลื่น หากถามว่า หน่วยงานเหล่านั้นมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีคลื่นเหล่านี้ แล้วสามารถลดการถือครองรวมกันเหลือ 209 คลื่นได้หรือไม่ แต่ปรากฏว่า วันนี้เรามีวิทยุเป็นหมื่นๆคลื่นทั้งที่ 524 คลื่นยังไม่ได้รับการจัดสรรและยังคงอยู่ การกระจายคลื่นหลักยังไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้เราไม่คิดจะเกิดภาวการณ์ที่วิทยุชุมชนเกิดขึ้นเป็นหมื่นคลื่น แล้วจะจัดสรรให้อยู่กันอย่างมีความสุขได้อย่างไร ซึ่งเข้าใจว่า เมื่อเกิด กสทช. ตามพรบ.จัดสรรคลื่นความถี่แล้วจะจัดการ 524 คลื่น แต่ก็ไม่ได้ทำเลยแม้แต่นิดเดียว

ขณะที่ทีวีดิจิตัลมี 48 ช่องใหม่ มีการจัดสรรช่องธุรกิจไปแล้ว 24 ช่อง ยังเหลือชุมชนอีก 12 ช่อง ที่ยังไม่มีพูดถึง หรือไม่ต้องพูดถึงช่องสาธารณะที่มีการจัดสรรไปแล้วบางส่วน ขณะนี้มีคนวิเคราะห์ว่า ช่องธุรกิจ 24 ช่องกำลังจะตายไปไม่รอดคือ ผลงานที่ กสทช. มองผลงานข้างหน้าโดยไม่มองปัญหาข้างหลัง แต่ขณะนั้นผู้ยกร่างกฎหมายมองว่าช่องอนาล็อก 6 ช่องในปัจจุบันควรกระจายให้ชุมชน บริการสาธารณะ และธุรกิจ โดยสัดส่วนที่เป็นธรรม จึงมีคนสงสัยมีการแบ่ง 12 ช่องสาธารณะแบ่งเพื่ออะไร จึงอยากจะบอกว่า กสทช.ไม่ได้ใช้ตีความกฎหมายที่ให้อำนาจ กสทช. ดำเนินการ แต่กลับดำเนินการตามที่คิดว่า อยากทำ โดยลืมนึกกฎหมายมีหลักการใช้ และการตีความกฎหมาย

"การแข่งขันเสรีที่เป็นธรรม ระบุตามกฎหมายต้องป้องกันในส่วนของการถือครองเพื่อการแข่งขันแสรีและเป็นธรรม ดิฉันไม่เห็นว่า กสทช.จะทำอะไรเลย วันนี้เปิดทีวีดิจิตัลก็มีการถือครองสิทธิ์ข้ามสื่อ จะเห็นว่า สื่อหนังสือพิมพ์ไปถือครองทีวีดิจิตัลครบถ้วนแล้ว จากนี้ กสทช. จะเก็บไปตัดสินเหมือนที่ปล่อยให้มีวิทยุชุมชนเป็นหมื่นคลื่นหรือไม่ ก็คาดหวังว่า จะไม่ทำแบบนั้น ปัญหาที่นำไปสู่การปฏิรูป กสทช. คือ เรื่องการบริการจัดการ ที่ต้องดูเรื่องแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่เป็นปัญหามาก ดูโครงสร้างสำนักงาน กสทช. โครงสร้างบุคลากร กฎระเบียบ งบประมาณ จากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของ กสทช. ระบุว่า ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลของ กสทช.สู่สาธารณะ แต่กลับไม่พบรายงานประจำปีในเว็บไซต์จนต้องตามหาหนังสือสรุปรายการงาน 2 เล่มของ กสทช. จึงพบว่า โครงสร้างของ กสทช. มีทั้งหมด 46 สาย โดยงานกำกับดูแลวิทยุ ทีวีดิจิติล ทีวีดาวเทียม มีคน1,083 คน มีผู้บริหารระดับต้น 70 คน พนักงานปฏิบัติการระดับสูง 310 คน พนักงานปฏิบัติการระดับต้น 68 คน และพนักงานสัญญาจ้างอีกว่า 300 กว่าคน ทำให้กสทช.มีโครงสร้างที่หัวใหญ่กว่าหาง” ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและนโยบายสื่อฯ กล่าวและว่า ในการใช้จ่ายบุคลากรทั้ง 1,083 คน นั้นใช้งบประมาณปี 2556 จำนวน 634 ล้านกว่าบาท พนักงาน 1 คนกินเงินเดือน 48,000 บาทต่อเดือน มีค่าตอบแทน กสทช.ประมาณ 270,000 บาท บำเหน็จอัตราเฉลี่ย 79,000บาท มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเบี้ยประชุมของกรรมการ 50 ล้านบาท ค่าเดินทางไปต่างประเทศ 32 ล้านบาท ค่าจ้างเหมารายการจัดอีเวนท์ 274 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายใจการประชาสัมพันธ์ 180 กว่าล้าน ค่าจ้างที่ปรึกษา 329 ล้านบาท เงินบริจาคและการกุศล 99 ล้านบาท ตรงนี้ขอย้ำว่า เป็นข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือรายงานประจำปีของ กสทช. นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา เรื่องการใช้จ่ายปี 2556 ในส่วนของค่าใช้จ่ายของอนุกรรมการและคณะทำงานของกสทช. 840 คน ประมาณ 49 ล้านบาท

แนวทางขับเคลื่อนการการปฏิรูประยะสั้นสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบในความมีธรรมาภิบาล ประกอบกับการประเมินการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และกสทช.เองก็ต้องไม่ทิ้งแนวคิดในการปฏิรูปสื่อ แต่ตนยืนยันว่ากสทช.ยังต้องเป็นองค์กรอิสระแบบนี้ แต่จะอิสระอย่างไรก็ต้องไม่ทิ้งเรื่องการแก้ปัญหาโครงสร้างการผูกขาด ให้หลักประกันการมีเสรีภาพเข้าถึงของคนทุกกลุ่ม และสร้างมาตรฐานเนื้อหาสาระที่หลากหลาย ส่วนระยะยาวต้องปรับแก้กฎหมายเพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต และต้องเป็นองค์กรที่โปร่งใสตรวจสอบได้

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า กสทช.ถูกตรวจสอบมากขึ้นก็มีความระมัดระวังมากขึ้น ที่รัฐธรรมนูญออกแบบมาให้เป็นองค์กรอิสระเพื่อทำงานได้เร็ว ยอมรับว่า เรื่องของการกำกับดูแล กสทช. น่าจะติดลบ แต่การจัดสรรคลื่นถือว่า เป็นเรื่องเด่น เพราะมีแรงงจูงใจเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ จะเห็นจากการจัดสรรคลื่น 2100 ของโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้รัฐได้งบประมาณต่ำ เมื่อเปลี่ยนเป็นคลื่น UHF ของทีวี อันนี้ได้งบสูง แต่จะทำให้เอกชนอยู่ได้หรือไม่ต้องดูต่อไป

“แม้กสทช.จะสอบไม่ตก แต่อาจจะได้คะแนนไม่ดี แต่เรื่องการกำกับดูแลอาจจะสอบตก เพราะในกิจการโทรทัศน์รายใหม่อยากจะเข้ามามาก แต่งานบริการกลับมีคนมากกว่า เงินมีเยอะ แต่ไม่เป็นไปตามภารกิจ ที่ต้องได้รับการปฏิรูป แต่ก็อยู่ที่กรรมการจะตัดสิน แต่ทั้งนี้หลังจากถูกตรวจสอบมากขึ้นก็คึกคักมากขึ้นหวังว่าจะดีขึ้น แต่ต้องปรับเรื่องกำลังคน เพราะเงินไปอยู่ในส่วนที่ไม่จำเป็นมากกว่าส่วนที่ไม่จำเป็น” กรรมการ กสทช. กล่าวและว่า ถ้าจะต้องปฏิรูป กสทช. หากจะต้องแก้กฎหมาย ต้องให้น้ำหนักเรื่องการกำกับดูแลมากขึ้น เพราะไม่มีใครอยากทำตรงนี้ สัดส่วนของคนที่เข้าไปใน กสทช. รู้เรื่องสื่อก็มีน้อย เพราะพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ จริยธรรมกับกรรมการคนอื่นต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี เพราะคนเชี่ยวชาญด้านสื่อใน กสทช. มีน้อยมาก หากจะแก้กฎหมายควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นจริงๆเข้ามา ต้องได้คนที่เข้าใจเรื่องสื่อสารมวลชน ทำเรื่องกำกับดูแลให้เป็นรูปธรรม มีการวัดผลแบบKPI แม้กฎหมายเขียนให้ถอดถอน กสทช.ได้ แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นต้องแก้กฎหมายให้เขากลัว

นางภัทรา กล่าวว่า อยากให้เข้าใจบทบาทของ สตง. ที่มีการตรววจสอบหลายลักษณะ ส่วนตรวจสอบการเงินหัวใจสำคัญคือการใช้จ่ายเงิน แต่ในส่วนของ กสทช. ไม่ได้ดูแค่การใช้จ่ายเงินเพราะเป็นหน่วยงานพิเศษต้องมองในภาพของการดำเนินงานด้วยจึงเป็นหน่วยที่ดูกฎหมาย โครงสร้างการบริหารบุคคล มองถึงยุทธศาสตร์ แผนแม่บท โครงสร้างบุคลากร ทั้งหมดที่พูดกันผ่านการดูและสะสม เพราะเป็นหน่วยงานใหญ่และใหม่ อย่างไรก็ตามรายงานผลปฏิบัติงานปี2556 เป็นรายงานที่ สตง. ยังไม่ได้รับรองและแสดงความเห็นจากสตง. จึงขอให้กสทช.รอเพื่อให้นำส่วนของ สตง.เข้าไปใส่ด้วย เพราะต้องยอมรับว่าตัวเลขหลายตัวสูงขึ้นมาก ส่วนของบำเหน็จที่มีการสงสัยว่า เป็นโบนัส หรือไม่ใช่เงินโบนัส แต่เป็นการสำรองไว้ในวันเกษียณ ฉะนั้นไม่เกี่ยวว่า เป็นโบนัส

"เรื่องการใช้จ่ายเงินของกสทช.เราจับมาตั้งแต่ปี 2553-2556 เรียงกัน พบว่า บางจุดลดลง แต่สิ่งที่กำลังมอง มองเรื่องการจัดงานอีเว้นซ์หลายๆงานที่กสทช.สามารถทำเองได้ แต่กลับจ้างบริษัทภายนอกเพื่อให้การทำโปร่งใสมากขึ้น เพราะตรวจสอบยาก เนื่องจากมีใบเสร็จใบเดียวแล้วจบ จึงอยากให้ทำงานด้วยตัวเอง และกระจายคนมาออกสู่การปฏิบัติมากกว่านี้ ไม่ใช่กองอยู่ในงานบริหาร จุดหนึ่งที่ กสทช. ต้องปรับปรุงแก้ไขคือการเปิดเผยข้อมูล เพราะกฎหมายระบุแล้วว่า จะต้องเปิดเผยอะไร แต่การปฏิบัติการเปิดเผยยังไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดล่าช้ามาก” กสทช.เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทย ที่บริหารจัดการการเงินของตัวเองและใช้จ่าย คิดโครงการก็เขียนงบเอง แล้วเหลือเท่าไรก็ส่งเป็นรายได้เข้าแผ่นดิน ฉะนั้นคิดว่า รายได้ไม่ว่า จะเป็นเท่าไร จะได้จากการเปิดเลขหมายเลขละ 2 บาท หรือกี่เปอร์เซ็นต์ ให้นำส่งแผ่นดินและให้สำนักงานฯตั้งโครงการและงบฯขึ้นมา เพราะอาจจะมีช่องทางทางกฎหมายให้ดีกว่าหน่วยงานทั่วไป ไม่ใช่ว่าสำนักงบประมาณอยากจะตัดก็ตัด ดังนั้นต้องให้อิสระกับกสทช. เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ยกเว้นว่าหน่วยงานไหนจะสามารถอยู่นอกกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯสามารถเขียนให้หลุดกรอบนี้ได้

ส่วนของการใช้จ่ายเงินเนื่องด้วยโครงสร้างที่มีสำนักต่างๆที่อิสระมาก ฟากกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม แบ่งกันชัดเจน โดยส่วนตัวมองว่าเป็นจุดอ่อน ในภาคของคนตรวจสอบเสนอว่าทำไมไม่ให้ทั้งหมดทั้ง 11 คน ดูแลกันหมด เพราะเสียงโหวตจะหนักและแน่น และอยากให้ทำการบ้านในการแบ่งคลื่นหลายประเทศเขาไม่แบ่งกันแล้ว เพราะการบริหารคลื่นจะได้ประสิทธิภาพที่สุด

ด้านนายวรพจน์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่มีกสทช.อยู่ แต่อยากฝากประเด็นให้จับตาการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เปลี่ยนจากสัมปทานของหน่วยงานรัฐกลับมาจัดสรรใหม่ ที่ต้องดูเรื่องหลักเกณฑ์ความจำเป็นที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาว่าคลื่นกำหนดอายุกี่ปี รอดูว่าจะได้จัดรสรรเมื่อไร รวมทั้งการให้ใบอนุญาตทีวีสาธารณะไม่มีการออกหลักเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติและ ไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากสังคม เราอาจจะเห็นหน่วยงานรัฐเข้ามา อาจจะทำให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรม ส่วนการปฏิรูประดับเนื้อหาจะทำอย่างไรที่จะสนับสนุนผู้ผลิตสื่อที่หลากหลายยิ่งขึ้น รวมทั้งจะกำกับดูแลเนื้อหาทีวีช่องธุรกิจยังไง เพราะปัจจุบันพบว่าบางรายการได้ช่องข่าวไป แต่ก็ทำข่าวกอซซิบบันเทิง ข่าวดารา

“ขอตั้งข้อสังเกตว่า มีใครเคยเห็นการนำงานวิจัยของ กสทช. ที่ใช้งบประมาณจำนวนมากจัดทำขึ้นเว็บไซต์ของกสทช.หรือไม่ มีใครเคยเห็นเอกสารวิจัยมาแสดงในงานการทำประชาพิจารณ์ของ กสทช.หรือไม่ว่า อยู่ที่ไหน ผมก็ไม่เคยเห็นเลย ทั้งที่ทราบมาว่า ใช้เงินทำวิจัยมากถึง 330 ล้านบาทในการจ้างที่ปรึกษาทำเรื่องนี้เมื่อปี 2556 และมีข่าววงในจากเพื่อนนักวิชาการที่ไปรับงานวิจัยของกสทช.ระบุว่าบางโปรเจคค์งบวิจัยสูงถึง 10-20 ล้านบาท รวมถึงงบดูงานต่างประเทศ แต่พบว่า ไมใช่เฉพาะคนที่วิจัยไปต่างประเทศเท่านั้น แต่มีคนของ กสทช.ต้องไปด้วย และคนที่ไปด้วยกลับฟังภาษาอังกฤษยังไม่ได้ ก็เหมือนลักษณะหมุนๆกันไป” นายวรพจน์ กล่าวและเสนอว่า กลไกอื่นในการตรวจสอบทั้งสื่อ และนักวิชาการแต่ กสทช.ใช้เงินซื้อพื้นที่ประชาสัมพันธ์ 184ล้านบาท สื่อที่รับเงินจากกสทช.จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ได้อย่างไร เพราะลงข่าวประชาสัมพันธ์โจมตีฝ่ายที่เห็นต่างจากกสทช. ไม่ต่างจากข่าวที่กสทช.เขียนเอง จึงขอฝากสื่อไปดูแลตรวจสอบกันด้วย รวมทั้ง กสทช.เป็นแหล่งทุนหลักในการทำวิจัย ทำให้นักวิชาการไม่กล้าวิจารณ์กสทช. อาทิผลิตงานวิจัยออกมาเรื่องประมูลคลื่น3จี ผู้รับงานวิจัยไม่ได้ออกมาพูดเลยว่ากสทช.นำไปใช้ตรงกับที่ท่านวิจัยหรือไม่ พอเห็นเราออกมาวิจารณ์ก็อัดเรากลับ แทนที่จะเปิดพื้นที่สาธารณะ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการฟ้องร้อง สุดท้ายตนอยากเห็น กสทช.ยึดมั่นในการปฏิรูปสื่อมากกว่าโอนเอียงไปกับอำนาจต่างๆ