ชูเกียรติ แนะ สนช.ต้องปล่อยวาง มุ่งงานกฎหมายที่เร่งด่วน ปัดตอบประยุทธ์นั่งนายกฯ จะเกิดปัญหาตรวจสอบหรือไม่
นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลำดับที่ 41 ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาต่อบทบาทการทำงานของสนช. โดยเฉพาะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่า ภายใน 2 เดือนแรกของการปฏิบัติหน้าที่สนช. ควรจะพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญและได้ผ่านการพิจารณาจากส่วนงานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้แล้วเสร็จ
เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญต่อการปฏิรูป ส่วนกรณีที่ร่าง พ.ร.บ กว่า 80 ฉบับที่เตรียมเข้าสู่วาระพิจารณานั้น เบื้องต้นเชื่อว่าจะพิจารณาให้เสร็จได้ เพราะร่างกฎหมายบางฉบับที่ค้างอยู่ในวาระพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา นั้นผ่านการพิจารณาวาระแรกรับหลักการ, การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการฯ และวาระสองมาแล้วดังนั้นเมื่อเข้าสู่ที่ประชุมสนช.อาจนำไปพิจารณาเล็กน้อย หากบทบัญญัติใดที่ไม่มีปัญหาอาจจะลงมติเห็นชอบได้ ส่วนร่างพ.ร.บ.ที่เตรียมเสนอเป็นวาระแรกนั้นทราบว่ามีคณะกรรมการพิจารณาศึกษารายละเอียดไว้แล้ว จึงคาดว่าไม่มีปัญหาใดๆ อีก ส่วนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคสังคมหรือประชาชนนั้นเชื่อว่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแต่จะเป็นรูปแบบใดนั้น ต้องพิจารณาอีกครั้ง
“จากประสบการณ์ที่เคยร่วมงานสนช. มองว่าแนวทางที่จะผลักดันร่างกฎหมายที่สำคัญได้นั้น สนช.ต้องปล่อยวางประโยชน์หรือประเด็นปัญหาส่วนตัว แล้วมุ่งสู่ประเด็นที่เร่งด่วนจริงๆ รอบที่ผ่านมาที่ร่างกฎหมายบางฉบับที่สำคัญไม่สามารถผ่านมาได้ เพราะมีสมาชิกมุ่งเรื่องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม, สังคม ผมว่าประเด็นส่วนตัวก็สำคัญ แต่ในระยะเวลาทำงานสนช. ที่มีกรอบทำงานควรจะเน้นเรื่องที่เร่งด่วนจริงๆ และเมื่อทำกฎหมายที่เร่งด่วนแล้วควรพิจารณาร่างกฎหมายที่มุ่งแก้ปัญหา เช่น ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาเหมือนที่มีการโต้แย้งในอดีต” นายชูเกียรติ กล่าว
นายชูเกียรติ กล่าวถึงกรณีที่พบว่าสนช. อย่างน้อยจำนวน 2 คนจะลาออกจากการรับตำแหน่ง ว่า เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการทำงานหรือองค์ประชุม อีกทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้กำหนดให้สนช. มีจำนวนไม่เกิน 220 คน ดังนั้นหากมีความจำเป็นและเหมาะสมอาจจะคัดเลือกเพิ่มได้
นายชูเกียรติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามต่อประเด็นที่สังคมต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ, ฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งส่อเกิดความหลักหลั่นต่อการกำกับงานบริหาร โดยระบุเพียงว่า ต้องดูต่อไปทั้งนี้ตนมองเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ระบุไว้ เพื่อต้องการการทำงานที่ประสานกันมากกว่า ไม่ใช่เพื่อเข้ามาแทรกแซงการทำงาน





