วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สารพัดแนวคิด...ดันกฎหมายปราบโกง

หน.คสช.เสนอนโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ย้ำเข้าควบคุมอำนาจการปกครองโดยมิได้หวังผลประโยชน์ใดๆ

หนึ่งในนโยบายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งยังกันตัวเองออกจากวงจรการโกง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ย้ำหลายครั้งว่าเข้าควบคุมอำนาจการปกครองโดยมิได้หวังผลประโยชน์ใดๆ

ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 35 คสช.ได้กำหนดเงื่อนไขการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเอาไว้ว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ที่ผ่านมาจึงมีความพยายามผลักดัน "กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน" ทั้งจาก คสช.เอง และจากภาคส่วนต่างๆ ที่เสนอเข้าไปยัง คสช. เพื่อส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกทอดหนึ่ง

เริ่มจาก กฎหมายพิสูจน์หลักฐานทางการเงินและบัญชี ที่ล่าสุด พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพิ่งเป็นประธานประชุมร่วมกับกระทรวงยุติธรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผลประชุมสรุปว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับการมีกฎหมายฉบับนี้ และเห็นว่าเป็นกฎหมายสืบสวนคดีแนวใหม่ที่มีผลเชิงป้องกันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เครือข่ายยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการก่อการร้าย เพราะสามารถเป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังความผิดปกติของเส้นทางการเงินและการบัญชี ทั้งยังสามารถพิสูจน์ทราบผู้ต้องสงสัยในระยะแรกเพื่อขอออกหมายจับกุมได้

สุดท้าย พล.อ.ไพบูลย์ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมตั้ง "คณะทำงาน" ขึ้นมาเพื่อทบทวนข้อกฎหมาย เพราะปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่มีอำนาจขอใช้ข้อมูลจากสถาบันการเงิน ทำให้มีการทำงานที่ซ้ำซ้อน

ต่อมาเป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (กฎหมาย ป.ป.ช.) ว่าถ้าจำเลยหลบหนีระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ไม่ให้นับระยะเวลาที่จำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ทำให้ไม่ว่าจำเลยจะหนีคดีไปนานแค่ไหน อายุความของคดีก็จะไม่ขาด

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีแนวคิดเสนอให้ คสช.ออกประกาศในประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น เมื่อผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาได้รับรายงานการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีความผิดทางวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษทางวินัยไปตามที่ ป.ป.ช. มีมติ, ในคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ฟ้องคดีเองต่อศาล ให้ศาลประทับฟ้องโดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องว่ามีมูลหรือไม่, เมื่อ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาล ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ไปรายงานตัวต่อบุคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ออกหมายจับ และ ป.ป.ช.สามารถแจ้งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจให้จัดการตามหมายจับได้

อีกทั้ง ป.ป.ช.ยังมีแนวคิดให้ คสช. ออกประกาศในเรื่องต่อไปนี้ด้วย เช่น ถ้าศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าทุจริตต่อหน้าที่ แต่ไม่สามารถบังคับริบทรัพย์เอาจากทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตได้ทั้งหมด เหตุเพราะทรัพย์สินถูกแปรสภาพไป ก็ให้สามารถบังคับริบทรัพย์เอาจากทรัพย์สินอื่นได้, ถ้าการกระทำที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่ามีความผิดทางอาญา และเป็นเหตุให้รัฐเสียหาย เมื่อพนักงานอัยการ หรือ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องต่อศาล ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนรัฐด้วย

นอกจากนั้นยังมีประเด็นการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ไม่ว่ากรณีใด ทำได้เพียงโดยวิธีการ ส.ส.หรือ ส.ว.หรือทั้ง 2 สภามีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดของ 2 สภา เข้าชื่อร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น, ให้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารท้องถิ่นที่ยื่นไว้กับ ป.ป.ช.ต่อสาธารณชน ฯลฯ

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้เสนอต่อ คสช.ให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่สำคัญ คือ การเสนอให้มีความผิดฐานสมคบทุจริต โดย ป.ป.ท.มองว่าปัญหาทุจริตมีความร้ายแรงเทียบได้กับค้ายาเสพติด

การเสนอกฎหมายในลักษณะนี้ เป็นการลอกแบบจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้สามารถดำเนินคดีกับผู้สมคบค้ายาเสพติด เมื่อมีการเอาผิดฐานสมคบทุจริต ก็สามารถจับกุม ยึดทรัพย์ได้ แม้จะไม่มีของกลางที่ได้จากการทุจริตอยู่กับผู้สมคบทุจริต เหมือนกับที่ไม่จำเป็นต้องยึดยาเสพติดของกลางจากผู้สมคบค้ายา ก็สามารถดำเนินคดีกับผู้สมคบค้ายาเสพติดได้

ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอจาก สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) ต่อ คสช.ที่ได้จากการประชุมและสัมมนาระดมความเห็นจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย

ทั้งหมดนี้วางอยู่เบื้องหน้า คสช. หลังจากนี้จึงอยู่ที่ว่าจะส่งไม้ต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติแค่ไหน อย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไปจากแผ่นดินไทย เนื่องจากเรื้อรังและเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศทุกด้านมายาวนานเหลือเกินแล้ว!