ยึดหลัก5พีเดินหน้าสางปมค้ามนุษย์

ยึดหลัก5พีเดินหน้าสางปมค้ามนุษย์

ยึดหลัก5พีเดินหน้าสางปมค้ามนุษย์ ปรับกฎก.ครอบคลุมแรงงานประมง

หลังจากสหรัฐประกาศลดอันดับประเทศไทยไปอยู่อันดับ 3 (เทียร์ 3) ในรายงานค้ามนุษย์ประจำปี 2556 เหตุประเทศไทยยังมีความพยายามไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาค้ามนุษย์นั้น คณะรักษาความสงบแห่งขาติ (คสช.) จึงต้องเข้ามาเร่งสางปัญหา โดยออกประกาศและคำสั่ง คสช.เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าว รวมทั้งตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

ผลจากการดำเนินงานแก้ไขปัญหานี้ตามนโยบายของ คสช.ในระยะแรก หรือ เฟสแรก โดยเฉพาะการจัดระบบระเบียบแรงงานต่างด้าว เป็นอย่างไร และสิ่งที่จะต้องดำเนินการในระยะต่อไปควรจะมีเรื่องใดบ้าง ลองมาฟังความเห็นและแนวคิดของ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและปัญหาการค้ามนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง

ม.ล.ปุณฑริก เห็นว่า หลักการ 5พี ได้แก่ ด้านดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย (Prosecution) ด้านคุ้มครองช่วยเหลือ (Protection) ด้านป้องกัน (Prevention) ด้านนโยบายและกลไกการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ (Policy and Mechanism) และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Partnership) ยังเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป

"เราต้องเริ่มจากการจัดระเบียบแรงงาน เพราะการค้ามนุษย์ จะครอบคลุมทั้งเรื่องการหลอกลวงมาค้าประเวณีหรือขอทาน โดยเฉพาะบังคับมาเป็นแรงงาน รวมทั้งอาจจะมาจากแรงงานผิดกฎหมาย เราจึงต้องให้ความสำคัญเรื่องการจัดระเบียบแรงงานเป็นอันดับแรก"

ขณะเดียวกัน คสช.เล็งเห็นถึงความสำคัญของแรงงานต่างด้าวจึงได้มีนโยบายให้มีการเปิดศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ขณะนี้เปิดไปแล้ว 34 แห่ง ใน 28 จังหวัด โดยมีการลดขั้นตอนในการดำเนินการ และลดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียน

รวมท้ังคาดหวังว่าจะเปิดเพิ่มให้ครบทุกจังหวัดเพื่อให้แรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับแรงงานไทย

ขณะที่แรงงานประมงซึ่งเป็นแรงงานที่ต้องจับตามากพิเศษนั้น ม.ล.ปุณฑริก บอกว่า ที่ผ่านมาเราถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องของแรงงานบังคับจึงเปิดโอกาสให้สถานประกอบการประมงยื่นรายชื่อแรงงานเข้ามาต่อหน่วยงานของกระทรวงแรงงานตลอดชายฝั่ง 22 จังหวัด เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกตรวจแรงงานประมงให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ดูแลเหยื่อการค้ามนุษย์ อีกทั้งยังมีการตรวจแบบ "สหวิชาชีพ" ตรวจเรื่องของสัญญาจ้าง ลักษณะการทำงาน ความปลอดภัยการทำงาน การบังคับใช้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าสภาพการจ้างแรงงานประมงจะไม่เหมือนแรงงานทั่วไป แต่จะต้องมีการจ้างให้ได้มาตรฐานระดับหนึ่ง เช่น มีชั่วโมงพัก ไม่มีการยึดหลักฐานต่างๆ หรือบังคับให้ทำงาน

"มาตรการที่ออกมาก็เหมือนการนิรโทษกรรมให้แก่แรงงานที่ผิดกฎหมายให้เข้าสู่ระบบถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นเราจะต้องดำเนินการไปทีละขั้นตอน เริ่มตั้งแต่เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวมาลงทะเบียนก่อน ซึ่งเราอาจจะมีการขยายระยะเวลาในการจดทะเบียนจนถึงวันที่ 31 ต.ค.นี้ หากเราเปิดโอกาสให้ดำเนินการแล้ว แต่ไม่ยอมทำก็มีการดำเนินการที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป”

นอกจากมาตรการนำแรงงานเข้า "ระบบ" แล้ว กระทรวงแรงงานยังเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย โดยจะมีการปรับปรุงกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องการคุ้มครอง ดูแล แรงงานประมง ทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน วันหยุดพักผ่อนต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งยังต้องกำหนดให้ครอบคลุมเรือทุกขนาดและเรือนอกน่านน้ำด้วย อย่างไรก็ดีกฎกระทรวงดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ คสช. แต่ก็เชื่อว่าจะผ่านการพิจารณาและประกาศใช้ได้

นอกจากนั้นกระทรวงแรงงานยังมีมาตราการสร้างความั่นใจให้กับผู้ซื้อ โดยส่งเสริมให้สถานประกอบการเข้าสู่แนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (จีแอลพี) เพื่อการันตีว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานเด็กตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้า ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยป้องกันปัญหา "ค้ามนุษย์"

"เราก็เชิญชวนให้สถานประกอบการทำ โดย 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานประกอบการที่เกี่ยวกับการแปรรูปอาหารทะเลได้เข้าสู่ระบบดังกล่าว 178 แห่ง"

ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เสนอว่า หากจะให้การดำเนินการเต็มรูปแบบและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นก็อาจจะทำในรูปแบบมาตราฐานแรงงานไทย หรือ มรท.ก็จะทำให้ผู้ซื้อสบายใจว่าตลอดกระบวนการของสินค้าต่างๆ นั้นปลอดจากการใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็กที่นำสู่การค้ามนุษย์

ขณะเดียวกันในมิติการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้สะท้อนผ่านการเสวนาขับเคลื่อนและเร่งรัดการต้านการค้ามนุษย์ ในชื่อ "เวทีสื่อสารสาธารณะ...เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์"

นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เห็นว่า การถูกปรับลดอันดับนั้นเพราะไทยมีปัญหาเรื่องการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เช่น กรณีโรฮิงญา แรงงานประมง รวมทั้งกระบวนการสอบสวนไม่สามารถระบุผู้เกี่ยวข้องได้ เช่น ไต้ก๋งเรือประมง ทำให้การดำเนินคดียังไม่เด็ดขาด

"นอกจากนี้เจ้าหน้าที่รัฐของไทยทุจริตต่อหน้าที่โดยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการนำกลุ่มโรฮิงญาเข้ามาในไทย ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันอุดช่องโหว่เหล่านี้"

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ระบุว่า ที่ผ่านมาได้มีการลงโทษทางวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ไปกว่า 10 ราย และได้กำชับไปยังตำรวจทั่วประเทศ หากทุจริตจะลงโทษอย่างเด็ดขาด รวมทั้งให้เร่งสอบสวนคดีการค้ามนุษย์ให้แล้วเสร็จ โดยไม่ควรใช้เวลานานเกิน 7 วัน

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอแนะให้แก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ต่อ คสช. โดยนอกจากมีโทษทางอาญาแล้ว ให้เพิ่มบทลงโทษทางการปกครองด้วย โดยให้ใช้อำนาจทางการปกครองสั่งปิดสถานประกอบการ สถานบริการที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ รวมทั้งเรือประมงก็ต้องหยุดเดินเรือ

อธิบดีดีเอสไอ เสนออีกว่า จะให้มีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดการค้ามนุษย์และนำมาจ่ายเป็นเงินชดเชยค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย นอกจากนี้จะเสนอให้การให้ประกันตัวผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์ หากให้ประกันตัวจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้กับร่างกายเพื่อป้องกันการหลบหนีเช่นเดียวกับคดียาเสพติด

จะเห็นว่าการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวและปัญหาการค้ามนุษย์ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ส่วนการแก้ไขปัญหานั้นก็ต้องทำควบคู่กันไปทั้งคน ระบบ และกฎหมาย แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการร่วมมือกันปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากทำได้ก็เชื่อว่ารายงานสหรัฐฉบับหน้าอันดับของไทยจะได้รับเครดิตที่ดีขึ้น