"ประยุทธ์"ขอนักการเมือง ประชาชนอดทน ช่วยแก้ปัญหาชาติหมักหมมกว่า10ปี ไว้วางใจคสช.ยันไม่แสวงหาประโยชน์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ประจำวันศุกร์ 1 ส.ค.บางตอน ว่า กว่า 2 เดือน ที่คสช.เข้ามาบริหารประเทศ สถานการณ์โดยรวม ทั้งด้านการเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ มีความสงบเรียบร้อยดี มีรอยยิ้มอยู่ในพื้นที่ทุกพื้นที่ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการทำมาหากินอยู่บ้าง
หากเรามองย้อนกลับไปก่อนวันที่ 22 พ.ค.คงยังจำได้ว่ามีเหตุการณ์ความวุ่นวายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ความขัดแย้ง การชุมนุม ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข มีการใช้ความรุนแรง มีการใช้อาวุธสงครามต่อกัน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมากพอสมควร มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง มีการใช้สื่อสร้างความเกลียดชัง เศรษฐกิจประสบปัญหา มีเรื่องความโปร่งใส และไม่โปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ ภาคเอกชนที่ร้ายแรง รัฐบาลไม่สามารถให้การบริการประชาชนในเรื่องพื้นฐานต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ และประเทศสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าสู่สภาวะรัฐล้มเหลว หรืออาจจะเกิดการจลาจล และสงครามกลางเมืองได้ตลอดเวลา
"สิ่งเหล่านั้น อยู่กับเรามาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี มาแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 และก่อนหน้านั้นอีก ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากหลายประการด้วยกัน ประเด็นสำคัญคือในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน การขาดคุณธรรม จริยธรรม ความขัดแย้งทางด้านความคิด อุดมการณ์ทางด้านการเมืองที่แตกต่างกันออกไป เราจะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลานานหลายปี ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ในการที่จะแก้ไข มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อให้ประเทศกลับมาเป็นประเทศที่น่าอยู่ ประชาชนมีความสุข มีระบบการเมืองการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เอื้อประโยชน์ต่อทุกกลุ่มทุกฝ่ายอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
ทั้งนี้การดำเนินงานของ คสช. ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 2 ตาม road map คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวและการเดินหน้าการปฏิรูปประเทศ โดยเรื่องอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว คสช. ยืนยันว่า ไม่ได้มุ่งหวังจะใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ แต่ต้องการใช้เพื่อให้การปฏิรูปดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่มีอำนาจของ คสช. อยู่ในบางเรื่อง อาจจะมีความจำในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะมีเวลาจำกัดที่จะต้องเร่งเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้ได้มีการจัดการเลือกตั้งได้โดยเร็ว
ช่วงแรกคือช่วงนี้ประมาณ 3 เดือนที่จัดระเบียบโดยการใช้การบริหารโดย คสช. ก่อนจะมีครม. ระยะกลาง จะมีรัฐบาลประมาณเดือนก.ย.จะต้องมีรัฐบาล อาจจะเรียกว่ารัฐบาลเฉพาะกาล แต่ต้องมีอำนาจเต็ม ในการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้เวลา ใช้กฎหมายมากขึ้น และจะต้องนำไปสู่การปฏิรูป เตรียมกติกาการเลือกตั้งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
"เมื่อจบระยะที่ 2 จะส่งต่อให้ระยะยาว คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใจเย็น ๆ เล็กน้อย ถ้าท่านใจร้อน ผมก็ใจร้อน จะเร่งรัดต่าง ๆ ให้เร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ ผมว่าอันตรายในการที่จะทำงาน บางอย่างต้องแก้ปัญหาใช้เวลามากพอสมควร เพราะเกิดขึ้นมาหลาย 10 ปี ประเด็นสำคัญต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน วันนี้พยายามคิดใหม่ ทำใหม่ ถ้าทุกคนคิดว่า คสช. ต้องการใช้อำนาจหรือต้องการผลประโยชน์ คสช. ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งรัฐบาล บริหารโดย คสช. แบบระยะแรกไปดูจะดีกว่า ไม่ยุ่งยาก แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นว่าไม่ต้องการอำนาจ แต่ต้องการให้ปฏิรูปดำเนินการไปได้ ผมเข้าใจ ในส่วนที่ยังต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วอยู่เช่นเดิม ผมไม่เข้าใจว่าไม่รู้สึกอะไรกันเลยหรือว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาอันตรายแค่ไหน อย่างไร วันนี้ทุกประเทศในโลกรบกัน ทำไมเราต้องกลับไปสู่แบบนั้นอีก "
ฝากนักการเมืองคิดถึงประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิรูประยะที่ 1 คือการเตรียมการ ได้ดำเนินการไปแล้ว ที่มีสำนักงานปฏิรูปของ คสช. บางคนบอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรเลย และจะรู้เรื่องหรือ ทำกันแค่ 3 เดือนจะปฏิรูปได้อย่างไร เขาเตรียมการ และจะเข้าระยะที่ 2 คือเมื่อมีสภาปฏิรูป ประมาณหลังจากมีที่การแต่งตั้งครม.แล้วประมาณเดือนกว่า ๆ เกือบสองเดือน กว่าจะเลือกตั้ง กว่าจะคัดสรรเลือกตั้ง กว่าจะเรียบร้อย โปรดเกล้าฯ ลงมาได้สภาปฏิรูปต้องใช้เวลา ถึงจะเริ่มทำงานได้
"อยากเรียนผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสียกับประเทศนี้ นักการเมือง ต้องยอมรับก่อนว่าในปัจจุบันบ้านเมืองไทย มีปัญหามีมายาวนานแล้วด้วย ระบบประชาธิปไตยที่ว่าดี เลือกตั้งกันมา ก็มีปัญหาอีกต้องแยกแยะออกจากกัน เอาตัวเองถอยออกมา ถ้ามาพูดว่าเรื่องนั้นเป็นแบบนั้น เรื่องนี้เป็นแบบนี้ ทำไมท่านไม่แก้ สมัยก่อน ท่านก็แก้ไม่ได้ วันนี้ถึงได้มี คสช. ขอร้องอย่าเพิ่งพูด มีเวลาเป็น 10 ปี ท่านไม่ทำกัน ฉะนั้นการที่จะทำให้การเมืองของเราก้าวหน้า ต้องนำตัวออกมาก่อน เมื่อไหร่ที่แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จะเรียกว่าการปฏิรูปที่สำเร็จ แต่ถ้าหากทุกคนห่วงว่าออกอะไรมากไป มีกฎหมายมากไป วันหน้าเราจะอยู่อย่างไร เราจะปกครองได้อย่าง เราจะเข้ามาบริหารได้อย่างไร เราจะมีผลประโยชน์ได้อย่างไร ถ้าแบบนี้ผมถือว่าไม่น่าใช่คนไทย คนไทยต้องเอาประเทศชาติมาก่อน พวกผมคิดแบบนั้น ใครจะมองอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่พวกเราคิดแบบนี้ เพราะเราเป็นทหารของประชาชน "
หากทุกคนมองว่าถ้าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีการเลือกตั้ง หรือโดยปัจจุบัน ถ้าหากวันข้างหน้าต่อไป ไม่มีนโยบายเรื่องประชานิยมแล้ว พรรคจะไม่ได้คะแนนเสียง ประชาชนจะไม่เลือกเข้ามา มีวิธีการอีกร้อยแปดพันเก้าวิธี ที่จะทำให้ประชาชนเลือกท่านเข้ามา ไม่ต้องกลัว ถ้าท่านทำดี มีแต่คนเลือกแน่นอน ท่านเสนอแนวทางของท่าน พรรคของท่านใครก็ต้องเลือกท่าน ท่านทำให้ดีแล้วกัน อย่ามาทำให้เกิดความวุ่นวาย สับสน เกิดความขัดแย้ง ไม่โปร่งใส ผมว่าใครก็เลือกท่าน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่อันตรายที่สุด คือการฉ้อฉล ยุยง ปลุกปั่น ทุจริตผิดกฎหมาย รักพวกพ้อง และร่วมกันทำสิ่งไม่ดี เป็นบ่อเกิดของความวุ่นวาย การที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากสิ่งที่โกงเขามา ให้พวกนี้พวกนั้นเป็นการเฉพาะ แต่ส่วนใหญ่นำไปแล้ว ประชาชนก็ได้แต่เพียงส่วนน้อย ต้องเฉลี่ยความสุขที่เคยได้รับมามากกว่าคนอื่น ให้คนอื่นที่เขาไม่ได้ด้วย เพราะเขาไม่ใช่พวก ตรงนี้เป็นหน้าที่ของประชาธิปไตยที่ต้องดูแลคนทุกพวก ทุกฝ่าย ถึงแม้จะไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านก็ตาม ทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน อันนี้คือเรื่องของการเมือง เรื่องประชาธิปไตยไทย
สวนคนวิจารณ์เลือกสนช.
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครม. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังไม่ได้ทำ อยู่ในขั้นตอนทั้งสิ้น มีการต่อว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ทำไมกลุ่มนี้มาก กลุ่มนี้น้อย ก็วันนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่หรือ วันนี้จะแก้ปัญหาการปฏิรูป ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งประชาธิปไตย 100% อยู่แล้ว ต้องการทำอย่างไรให้กลไกเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ส.ส. ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นทหารและเป็นข้าราชการ เป็นประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ต้องดูก่อนว่าเขาจะมาทำอะไร ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ
"อย่าไปดูบุคคล ไม่มีใครดีที่สุด ไม่ดีที่สุด เอาดีมากกว่าไม่ดี มีดีอยู่คนเดียวคือตัวเองก็ไม่ใช่ ผมว่าอยู่กันไม่ได้ ขอให้ดูผลงานที่จะเกิดขึ้น โดยความร่วมมือของท่าน การบริหารของเรา สิ่งต่าง ๆ ที่จะทำจะเป็นสิ่งที่ประชาธิปไตยที่ผ่านมา ทำไม่ได้ตลอดมา กฎหมายบางอย่างออกไม่ได้เป็น 10-20 ปี บางอย่างไม่ทันสมัย บางอย่างเป็นข้อตกลงที่ทำไม่ได้ เพราะมีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ในการบริหารราชการแผ่นดินต่างๆ ต้องลดเรื่องเหล่านี้ให้ได้หรือต้องเลิก"
ยันไม่ได้คัดสนช.จากระบบโควตา
สนช. ที่กำหนดมา 200 คน ไม่ใช่ระบบโควตา ผมไม่อยากให้ใช้คำว่าโควตา เป็นการให้ทุกพวก ทุกฝ่ายเสนอชื่อมา ถ้าไม่บอกว่าเสนอมา 10 คน 20 คน มาคัดเลือกกัน ก็จะเสนอมาเป็นพันคน ถึงบอกว่าตรงนี้เสนอมา 20 30 40 ทั้งหมดก็มาคัดกัน ท่านก็คอยดูแล้วกันคงไม่ใช้คำว่าโควตา ให้เสนอมาเพื่อพิจารณาได้เท่าไหร่ไม่รู้เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่จะต้องพิจารณาในภาพรวม จะมีทหารมากน้อยก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นห้วงที่ไม่ปกติ ถ้าปกติก็ทะเลาะกันเหมือนเดิม
"การทำงานในระยะที่ 2 ของ เป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูป เพื่อจะนำไปสู่จุดสุดท้ายคือการมีรัฐบาลที่ถาวร รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ถ้าตรงกลางเกิดไม่ได้ ตรงปลายก็เกิดไม่ได้ต้องเข้าใจ อย่าตำหนิกันมากนัก รอดูกันวันนี้ยังต้องบริหารราชการแบบไม่ปกติอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ถ้ามีรัฐบาล มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว มี ครม. ถือว่าเป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยบ้าง วันนี้เรานำประชาธิปไตยแบบสากลมามาก อาจจะต้องมีประชาธิปไตยแบบไทยชั่วคราวไปก่อน แต่ต่างชาติ ก็ยอมรับมากขึ้นของการเดินสู่ระยะที่ 2 ของเราตรงนี้"
ในส่วนของงานหลัก ๆ ของการปรับปรุงกฎหมายหลัก ๆ ที่สำคัญทั้งหมด จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะถ้าออกกฎหมายไปเร็ว ๆ บางครั้งการมีส่วนร่วมอาจจะไม่ครบ ฉะนั้นสภาปฏิรูปเป็นคนไปหามาต้องแก้ไขอะไรกันบ้าง ตรงนี้สำคัญ สนช. จะเพียงดำเนินการในเรื่องการปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ต้องแก้ไขที่ต้องเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ
ยันคสช.ไม่ชี้นำการปฏิรูป
ในการปฏิรูปนั้น ถึงแม้จะมีสภาปฏิรูป คัดมาจาก 550 เหลือ 173 และคัดมาจาก 5 คนในแต่ละจังหวัดให้เหลือจังหวัดละ 1 คนเป็น 73 คน ทั้งหมดคือ 173 บวก 77 จังหวัด เป็น 250 คือยอดของการปฏิรูป 250 ที่มาทั้งหมด นอกจากจะมาพูดคุยกันในสภาปฏิรูปแล้ว แต่ละจังหวัดที่เราไปเปิดศูนย์ปรองดองปฏิรูปตามทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ก็เสนอกันมาได้เสนอผ่านตัวแทนเข้ามา
"ฉะนั้นในระหว่างที่ประชุมกัน ส่งข้อมูลมาได้ เปิดทุกช่องทาง ทุกคนยังมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลา ในการที่จะไปทำกฎหมาย ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขอให้ทุกคนเตรียมการให้พร้อม อย่าบอกว่าไม่ชอบไม่เห็นด้วย ไม่เข้ามาดีกว่า คสช. จะไม่เข้าไปชี้นำในสภาปฏิรูป เป็นเรื่องของท่าน ท่านต้องมาทำกันให้ได้ และจะเปิดแนะนำวันที่ 9 ส.ค. ณ สโมสรกองทัพบกวิภาวดีรังสิต ขอเชิญทุกภาคส่วนทั้ง 11 กลุ่มจากตัวแทน หรือใครอยากจะมาร่วมก็เชิญด้วย"





