วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิษณุชี้'รธน.ต้นธารแม่น้ำ5สาย'ขับเคลื่อนประเทศ

(รายงาน) วิษณุ : รธน.ต้นธารแม่น้ำ 5 สาย ขับเคลื่อนประเทศ-กรอบเวลา1ปี

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. พร้อมด้วย นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช. และ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. ร่วมกันแถลงชี้แจงถึงที่มาและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า บัดนี้ถือว่าได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่ 2 ตามแผนและขั้นตอน หรือโรดแมพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ประกาศไว้ ซึ่งโรดแมพเริ่มต้นด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. โดยมีความเชื่อว่าในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีนับจากนี้ไปจะสามารถจัดการปัญหาที่ค้างคาและเป็นชนวนให้เกิดความคับแค้น ความไม่สงบเรียบร้อยในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นผลสำเร็จ หรืออย่างน้อยในระดับหนึ่ง

ความจำเป็นในช่วงเวลา 1 ปีจากนี้ไป จะต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดเสียงบ่น หรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่อุตส่าห์ลงแรงทำมาในช่วง 2 เดือนนั้นเสียของหรือสูญเปล่า เหตุนี้ในรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องวางหลักการที่อาจดูเข้มงวดกวดขัน หรือดูพะรุงพะรังยุ่งยากไปบ้าง แต่ก็มีความจำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเหมือนต้นธารของแม่น้ำ 5 สายที่จะต้องเดินหน้า

แม่น้ำสายแรก ที่แยกจากรัฐธรรมนูญและเป็นสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นก่อนองค์กรอื่น คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ซึ่งจะเป็นเหมือนสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติในอดีต มีสมาชิกไม่เกิน 220 คนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นตามคำแนะนำของหัวหน้า คสช. สมาชิก สนช.ทั้ง 220 คนจะไม่มีการสมัคร หัวหน้า คสช.จะเป็นผู้พิจารณาโดยอาศัยฐานข้อมูลต่างๆ ซึ่งขณะนี้มีการจัดทำฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เช่น ให้ครอบคลุมสาขาอาชีพ ครอบคลุมจังหวัดพื้นที่ ภูมิภาค ครอบคลุมวัย

โดยคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะเข้ามาเป็น สนช. ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 40 ปี ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมือง หมายถึงดำรงตำแหน่งของพรรคการเมือง หมายความว่าไม่ได้ขัดข้องที่จะตั้งนักการเมืองในอดีตซึ่งมิได้มีตำแหน่งในพรรคการเมือง อาทิ หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ผู้บริหารพรรค เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงสมาชิกของพรรคการเมือง

สนช.มีอำนาจหน้าที่สำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย การออกกฎหมาย, การให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี, การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินหรือการทำงานของรัฐบาล โดยจำกัดเพียงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี ไม่รวมถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อซักฟอก, ให้ความเห็นชอบบางเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องมาที่สภา เช่น การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่ง อาทิ อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ

แม่น้ำสายที่ 2 คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหนึ่งคน และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกิน 35 คน รวมเป็น 36 คน จะแต่งตั้งจากบุคคลใดก็ได้ เป็นข้าราชการประจำ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจก็ได้ เพราะได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นห้วงเวลาที่ไม่ปกติ ซึ่งใช้เวลาสั้นๆ เพียง 1 ปี จึงสมควรเปิดทางให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองควบคู่กันไปเป็นรายกรณี

อำนาจหน้าที่ของ ครม.แต่เดิมคือการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เนื่องจากปัจจุบันเป็นช่วงเวลาไม่ปกติ และต้องการป้องกันไม่ให้ถูกกล่าวหาว่า "เสียของ" จึงกำหนดเป็นครั้งแรกให้ ครม.มีอำนาจเพิ่มอีก 2 อย่าง คือ อำนาจหน้าที่ในการดำเนินการปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้งที่ดำริเองหรือตามข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือวงการอื่นๆ และให้ ครม.มีอำนาจและหน้าที่ในการสร้างความสามัคคีปรองดอง รวมทั้งการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม

แม่น้ำสายที่ 3 คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. มีสมาชิกไม่เกิน 250 คน มาจากการสรรหาซึ่งแบ่งเป็น มาจากจังหวัดต่างๆ และ กทม.รวม 77 คน โดยแต่ละจังหวัดมีคณะกรรมการสรรหาจังหวัดละ 1 คณะ เพื่อหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่เคารพนับถือ มีความสามารถ มีเวลา เข้ามาเป็นผู้แทนจังหวัดละ 1 คน โดยเลือกเข้ามาจังหวัดละ 5 คน และให้ คสช.เลือกเหลือ 1 คน

ส่วนอีก 173 คนที่เหลือ จะเป็นการกระจายมาจากทั่วประเทศ ไม่ผูกพันกับจังหวัดหรือพื้นที่ใด แต่ผูกพันจากด้านต่างๆ 11 ด้าน (ตามกรอบการปฏิรูป 11 ด้าน) โดยจะมีคณะกรรมการสรรหาด้านละ 1 ชุด ผู้ที่เป็นกรรมการสรรหาจะไม่มีโอกาสรับเลือกเป็น สปช. โดยการสรรหาสมาชิก 173 คนจากทั่วประเทศจะใช้วิธีการเสนอชื่อเข้ามา ห้ามสมัครเองหรือแสดงความจำนงว่าอยากเป็น จะต้องมีองค์กรหรือนิติบุคคล สมาคม มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา หรือแม่แต่วัด รับรองและเสนอชื่อเข้ามาองค์กรละ 2 คนว่าจะเข้ามาปฏิรูปด้านใด

ดังนั้นใครอยากสมัครเข้ามาเป็น สปช.ต้องหาองค์กรรองรับเพื่อเสนอชื่อเข้ามาว่าจะปฏิรูปด้านใด แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็สามารถขอเปลี่ยนไปปฏิรูปด้านอื่นได้ โดยคณะกรรมการสรรหาจะคัดเลือกผู้ที่องค์กรต่างๆ เสนอชื่อเข้ามาด้านละไม่เกิน 50 คน รวมแล้ว 550 คนจาก 11 ด้าน ส่งไปยัง คสช.เพื่อคัดเลือกให้เหลือเพียง 173 คน

คนที่จะเป็น สปช.ไม่มีข้อห้ามคนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือมีตำแหน่งในพรรค สามารถเข้ามาเป็นได้ โดยมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จะเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ อบจ. เทศบาลได้ทั้งสิ้น เพราะงานปฏิรูปเป็นงานของประเทศ จึงพยายามให้มีข้อจำกัดน้อยที่สุด จบ ป.4 ก็เข้ามาเป็นได้

แม่น้ำสายที่ 4 คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จำนวน 36 คน มาจาก สปช.เสนอ 20 คน มาจาก สนช.เสนอ 5 คน มาจาก ครม.เสนอ 5 คน และจาก คสช.เสนอ 5 คน โดย คสช.จะเป็นผู้เสนอบุคคลขึ้นมาเป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯอีก 1 คน คุณสมบัติต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง 3 ปีย้อนหลัง พยายามเอาคนที่ปลอดจากการเมืองมาร่าง และห้ามคนที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงห้าม กมธ.ยกร่างฯไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ในอนาคต ระยะเวลา 2 ปี (อ่านหน้า 14 ประกอบ)

แม่น้ำสายที่ 5 คือ คสช. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้คงอยู่ต่อไป เพียงแต่อาจเพิ่มจำนวนจากปัจจุบันให้มีไม่เกิน 15 คน อำนาจหน้าที่ของ คสช.มีเพียงแค่เสนอแนะให้ ครม.พิจารณาปฏิบัติในเรื่องใด และเมื่อ ครม.พิจารณาแล้วอาจจะไม่ปฏิบัติก็ได้ นอกจากนี้ คสช.ยังมีอำนาจหน้าที่เชิญ ครม.ประชุมร่วมกันเพื่อหารือปัญหาสำคัญของประเทศ หรือ ครม.จะเป็นฝ่ายเชิญ คสช.ก็ได้