วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โต้ม.44ให้อำนาจคสช.ต่างม.17สมัย'สฤษดิ์'

ทีมร่างรธน.ชั่วคราวแจงม.44 ให้อำนาจคสช.รักษาความเรียบร้อยต่างม.17สมัยสฤษดิ์ ยันไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหนึ่งในคณะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กล่าวว่า ความรู้สึกแรกคือบ้านเมืองเรากำลังมีกติกาที่แน่นอน เป็นหลักของกฏหมาย ซึ่งจะเรียกได้ว่าบ้านเมืองของเราเป็นนิติรัฐ รัฐที่ยึดถือกฏหมายเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันของประชาชน รวมถึงองค์กรอิสระ ความรู้สึกประการต่อมา คือ ความชัดเจนของแนวทางการพัฒนาการเมืองของประเทศไทยว่าจะดำเนินการในรูปแบบใดเพื่อนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ปฏิบัติตามพันธสัญาของคณะคสช.ดังนั้น รธน.ฉบับชั่วคราวนี้ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำไปสู่จุดหมายของประชาธิปไตยภายในกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

นายพรเพชร กล่าวอีกว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ภายใต้การปกครองของรธน.ฉบับใด ไม่ว่าจะฉบับถาวรหรือชั่วคราว แต่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดหากเปรียบเทียบรธน.ฉบับชั่วคราวครั้งนี้ มีบทบัญญัติที่ชัดเจนถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น พระราชอำนาจในการอภัยโทษ พระราชอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลต่างๆ เป็นต้น ส่วนความเป็นมาและแนวคิดของการยกร่างรธน.ฉบับนี้เกิดขึ้นจากคณะคสช.ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฏหมาย ประกอบด้วย ที่ปรึกษาคณะคสช.เจ้าหน้าที่สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก นักกฏหมายจากสำนักงานกฤษฎีกา คณะกรรมการนักกฏหมายส่วนงานรักษาความสงบ เลขาธิการคสช.ร่วมกันรับผิดชอบในการยกร่างรธน.ฉบับชั่วคราวเพื่อใช้บังคับขึ้น โดยเป็นรธน.ที่ยึดหลักนิติรัฐ

นายพรเพชร กล่าวอีกว่า รธน.ชั่วคราวฉบับนี้ จัดโครงสร้างขององค์กรต่างๆ ไว้ชัดเจน องค์กรแรกคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ คณะคสช.ได้คงบทบัญญัติในหมวด 2ของรธน. ฉบับพ.ศ.2550 ไว้ให้บังคับใช้อยู่ แต่รธน.ฉบับชั่วคราวได้เขียนให้ชัดเจนในเรื่องพระราชอำนาจต่างๆ เช่น พระราชอำนาจในการใช้อำนาจอธิปไตยทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล พระราชอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลต่างๆ พระราชอำนาจที่สำคัญคือการยับยั้งในร่างรัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจในการทำสัญญากับนานาประเทศ นอกจากนั้นในหมวดองคมนตรีก็คงไว้เช่นเดียวกัน ส่วนองค์กรต่อไปคือสนช.ทำหน้าที่นิติบัญญัติ และออกกฎหมายต่างๆ โดยมีหัวหน้าคสช.เป็นผู้คัดเลือกจากบุคคลภาคส่วนต่างๆและนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้หลายประการ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนๆ ส่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ยังคงองค์ประกอบยังคงรูปแบบเดิมและมีคุณสมบัติกำหนดไว้ชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่องค์กรที่อยู่ในความสนใจ คือ คสช.ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้คงอยู่ต่อเพื่อดูแลเรื่องความมั่นคง การปฎิรูปปรองดองเพื่อให้กระบวนการต่างๆทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการเดินต่อไปได้ ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนขึ้นแต่ไม่เกิน 15 คน โดยจะทำงานร่วมกับครม.ในการให้คำปรึกษาและแจ้งต่อครม.ถึงความเห็นต่างๆ แต่ไม่ได้ทำงานในส่วนของครม. และในประเด็นนี้ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ มาตรา 44 ที่มองว่าเป็นการใช้อำนาจเด็ดขาดเหมือนมาตรา 17 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชี้แจงว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้ไม่ได้แรงถึงขั้นนั้น แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสงบเป็นปึกแผ่น และบรรยากาศที่ดีในการปฎิรูปที่รัฐบาลปกติไม่อาจทำได้ เพื่อให้การปฎิรูปประเทศดำเนินเป็นไปอย่างรวดเร็ว

นายพรเพชร กล่าวต่อว่า ขณะที่องค์กรพิเศษคือสภาปฎิรูปแห่งชาติ ถือเป็นหลักการสำคัญของหัวหน้าคสช.ว่าจะทำอย่างไรให้สนองตอบความต้องการในเรื่องต่างๆซึ่งเป็นโจทย์การทำงานที่ยาก เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยการสรรหา โดยจะทำงานเชื่อมโยงกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36

คนที่คสช.แต่งตั้งเข้ามาส่วนหนึ่ง และสมาชิกมาจากสภาปฎิรูป จำนวน 20 คน เพื่อนำแนวคิดของสภาปฎิรูปมีผลไปถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญและหากต้องการนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายก็เสนอไปยังสนช.เพื่อให้การดำเนินการสอดคล้องกัน สำหรับอำนาจตุลาการและศาล รวมทั้งองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ 2550 ยังคงไว้ทุกประการ

เมื่อถามว่าการใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 ในช่วงที่ยังรัฐธารรมนูญอยู่เหนือครม.และนายกรัฐมนตรี นายพรเพชร กล่าวว่า มาตรา 44 จะบอกว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายตุลาการไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจสูงสุดไปสั่งการรัฐบาล และสนช. และหากจะใช้ต้องเข้าเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญมาตรานี้กำหนดซึ่งมีทั้งบวกและลบ สมมติว่าต้องการจัดเก็บภาษีพิเศษหรือทำอะไรที่หากฝ่ายบริหารต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการออกคำสั่ง หัวหน้าคสช.สามารถออกคำสั่งเพื่อแก้ไขเรื่องนั้นๆได้ หรือเมื่อเกิดเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงเรียบร้อย บ่อนทำลายราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ คสช.สามารถสั่งเป็นข้อบังคับให้หน่วยงานต่างๆปฎิบัติได้ หรือหากเข้าเงื่อนไขในทางตุลาการเพื่อปราบปรามการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงได้ แต่มาตรานี้คงไม่ไปไกลเหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่เข้าไปยุ่งเรื่องคดีอาญาปกติ ที่ผ่านมาหัวหน้าคสช.ซึ่งมีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญสามารถทำได้มากกว่ามาตรา 44 แต่ยังไม่เคยไปลงโทษใคร ส่วนการโยกย้ายข้าราชการนั้นทำไปเพื่อความเหมาะสม จึงเชื่อว่ามาตรา 44 จะช่วยสร้างสรรค์และคุ้มครองประเทศไทย

นายพรเพชร กล่าวว่า สำหรับสัดส่วนสมาชิกสนช.ไม่ได้มีการกำหนดว่า แต่ละกลุ่มสาขาวิชาชีพจะต้องมีตัวแทนจำนวนเท่าไร แต่จะเป็นในลักษณะที่ทำให้เกิดความหลากหลายจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรภาครัฐ ภารเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาชีพอื่นๆ เพื่อให้มีความหลากหลาก เพราะเราไม่อยากให้เกิดกรณีที่ขัดแย้งเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงพยายามเคลียร์ทุกอย่าง ส่วนประเด็นสงสัยเรื่องการจัดทำประชามติหลังยกยกร่างแล้วเสร็จต้องใช้ระยะเวลานาน4-6 เดือน และที่ผ่านมามีรัฐธรรมนูญปี 2550 เพียงฉบับเดียวที่จัดให้ทำประชามติ จึงต้องถามคสช.ว่าจะแลกกับระยะเวลาที่จะเสียไป ได้หรือไม่และจะดำเนินการเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับคสช.จะพิจารณา ส่วนตนเห็นว่ามีข้อดีที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน แต่ไม่สามารถไปตอบแทนได้ว่าจะมีการทำประชามติหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนกรณีถึงขั้นตอนการปลดนายกฯตามมาตรา 19 จำเป็นจะต้องมีการเปิดอภิปรายทั่วไปด้วยหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า โดยหลักการแล้วสนช.ตั้งเรื่องเสนอญัตติปลดนายกรัฐมนตรีเองไม่ได้ และคสช.จะปลดนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ หากคสช.เห็นว่าสมควรก็ต้องส่งญัตติมาที่สนช.และใช้ดุลพินิจว่าจะลงมติอย่างไร ส่วนจะอภิปรายหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อบังคับสนช.

ผู้สื่อข่าวถามว่าคณะผู้ร่างรัฐธรมนูญชั่วคราวเขียนรัฐธรรมนูญโดยคำนึงถึงกลุ่มการเมืองที่จะเป็นผู้ใช้อย่างไร เพราะมีการจำกัดสิทธิหลายประการ นายพรเพชร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้ไปบังคับจำกัดสิทธิกับกลุ่มการเมืองโดยเฉพาะ แต่มีผลกับประชาชนทุกคนเรายืนยันว่าคำนึงถึงทุกคน สำหรับกลุ่มการเมืองเราเขียนมาตรา 35 ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองไว้อยู่แล้ว อีกทั้งการจำกัดสิทธิใดต้องมีอำนาจตามกฎหมายรับรอง ส่วนรัฐธรรมนูญถาวรคงไม่ไปวิจารณ์

เมื่อถามว่าในมาตรา 35 (7) กำหนดกรอบนโยบายประชานิยม นายพรเพชร กล่าวว่า ในความหมายของประชานิยมบางอย่างเป็นเรื่องที่ดี หากพิจารณาแล้วเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว เช่น ราคาน้ำมัน 10 บาท บอกว่าจะขาย 5 บาทตลอดไปไม่ใช่ชั่วคราวถามว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจหรือไม่ และการตีความว่าเรื่องใดเป็นประชานิยมหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ร่างว่ากำหนดไว้อย่างไร ซึ่งเราได้เสนอแนะไปแล้วว่าประชานิยมต้องไม่เสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ใช่หมายความว่าป้องกันประชานิยมเพราะบางครั้งก็ต้องยอมให้เกิดขึ้นบ้าง