ชงอสส.ฟ้องคืน5แสนล้าน สภาทนายพร้อมช่วยฟ้องแพ่ง มติปปช.เมินตอบโต้"ยิ่งลักษณ์"ปมจำนำข้าว
ป.ป.ช.เมินตอบโต้"ยิ่งลักษณ์"หลังถูกกล่าวหา 7 ปมคดีจำนำข้าว หวั่นทำสับสน เผยให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องแพ่งเรียกเสียหาย 5 แสนล้าน ขณะเดียวกันหากอสส.ไม่สั่งฟ้องคดี พร้อมเดินหน้าฟ้องเอง "ปนัดดา"ระบุพบข้าวหายจากบัญชีโดยไม่ระบุเหตุผลเกิน 5% ในหลายจังหวัด ด้าน"อัยการ-ป.ป.ช."สอบเพิ่มพยานปากสุดท้ายคดีไร่ส้ม
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บ่ายวานนี้(22 ก.ค.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่ป.ป.ช.เตรียมจะชี้แจงการตั้งข้อสังเกต 7 ข้อ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการชี้มูลความผิดโครงการรับจำนำข้าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณาคดีดังกล่าวของ ป.ป.ช.สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด (อสส.) และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติไม่ขอตอบโต้ข้อสังเกตของน.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้ง 7 ข้อ เพราะหาก ป.ป.ช.ไปตอบโต้จะยิ่งเกิดความสับสน ส่วนการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า ป.ป.ช.เร่งรีบรวบรัด และสอบปากคำพยานที่เป็นปฏิปักษ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น เป็นสิทธิที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะสงสัยได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ป.ป.ช.ไม่ชี้แจงข้อสงสัยจะทำให้สังคมเกิดความคลางแคลงใจหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่า ป.ป.ช.ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่เป็นไร ใครจะมองอย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องนี้อยู่ที่ อสส. และศาลฎีกาฯ จะพิจารณา ป.ป.ช.ไม่ขอไปโต้แย้งให้เกิดประเด็น ซึ่งคดีดังกล่าวคาดว่า ในสัปดาห์หน้าป.ป.ช.จะส่งสำนวนให้ อสส.ได้ และสุดท้ายแล้วหาก อสส.ไม่ส่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาฯ ป.ป.ช.จะพิจารณาส่งฟ้องเอง
เมื่อถามว่าในการชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 5 แสนล้านบาท จะมีการฟ้องร้องทางแพ่งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ตนขออนุญาตไม่ตอบเรื่องดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าป.ป.ช.จะแจ้งอัยการให้ทราบหรือไม่ว่ามีความเสียหาย 5 แสนล้านบาท นายสรรเสริญ กล่าวว่า "เมื่อเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเท่าไหร่ก็แล้วแต่ มันถือว่าเสียหาย ดังนั้นก็อยู่ที่อัยการว่าเสียหายเท่าไหร่ คุณก็ไปเรียกคืนมา ในการเรียกคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา"
สภาทนายพร้อมช่วยป.ป.ช.ฟ้องแพ่ง
ด้านนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวว่า การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 5 แสนล้านบาท โครงการทุจริตรับจำนำข้าวนั้น หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบก็สามารถทำได้ ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการป.ป.ช. จะใช้ทนายความจากสภาทนายความ ในลักษณะขอความร่วมมือในการว่าความ โดยทางนายกสภาทนายความจะรับเรื่องไว้เพื่อพิจารณาว่าจะรับว่าความให้หรือไม่ก็ได้ เป็นดุลยพินิจของสภาทนายความ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสภาทนายความรับว่าความให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มาแล้วทุกคดีที่ร้องขอมา โดยยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลายคดี เช่น คดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง คดีหวยบนดิน คดีทุจริตจัดซื้อกล้ายาง เป็นต้น โดยสภาทนายความจะสรรหาทนายความที่มีความรู้ ประสบการณ์สูง และมีความเหมาะสมการว่าความในแต่ละคดี
"ปนัดดา"ชี้ข้าวหาย5%ในหลายจังหวัด
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้าวคงเหลือของรัฐ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า "ระหว่างวันที่ 18-20 ก.ค.2557 ที่ผ่านมา ปัญหาปริมาณข้าวขาดหายจากบัญชีโดยไม่ระบุเหตุผลเกิน 5% มีเกิดขึ้นในโกดังหลายพื้นที่ นอกเหนือจากปัญหาอื่นๆ ซึ่งคณะทำงานฯ นำโดยผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงต่างๆ ได้รายงานให้คณะอนุกรรมการฯ ทราบ ได้แก่ พื้นที่ จ.เชียงราย, นครสวรรค์, ยโสธร, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, อำนาจเจริญ และสุพรรณบุรี โดยจ.จ.เชียงราย และขอนแก่น นั้นตรวจพบมากกว่า 1 จุด”
สรุปภาคเหนือพบข้าวปลอมปน-ไม่ตรงบัญชี
ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เดินทางมาประชุมขับเคลื่อนบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ในการเทิดทูนสถาบัน ลดความขัดแย้งทางความคิดและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ในเขตภาคเหนือ โดยมีผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมกว่า 600 คนเข้าร่วมประชุม
พล.ท.ปรีชา เปิดเผยว่า ได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบโกดังข้าวที่มีอยู่ในเขตภาคเหนือ หลังจากทำการตรวจสอบโกดังข้าวในโครงการรับจำนำ พบข้าวเสื่อมคุณภาพ มีการปลอมปน ไม่ตรงกับบัญชีที่กำหนดไว้ ในเรื่องดังกล่าวนี้จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ฉะเชิงเทราพบข้าวป่นจนกลายเป็นฝุ่น
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าว คณะชุดตรวจที่ 4 ซึ่งนำโดย นายวิศว ศะศิสมิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการตรวจ ในสายการตรวจสอบข้าว 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และสระแก้ว พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการข้าวระดับจังหวัด ซึ่งนำโดยนายบำรุง เจียรมาศ การค้าภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงคณะทำงานร่วมจากฝ่ายต่างๆ และเจ้าหน้าที่จากฝ่ายทหาร โดยมี พ.อ.บรมวิทย์ วรูประภา รอง ผบ.กรม 111 กองพลทหารราบที่ 11 ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยทหารอำนวยการในพื้นที่ เข้ามาร่วมตรวจ และมี พ.ท.ชาลี วิสศิริ ตัวแทนจาก มทบ.14 จ.ชลบุรี
คณะกรรมการผู้ทำการตรวจสอบ รวมถึงนายสมศักดิ์ ทองกัญชร นายอำเภอพนมสารคาม นางธัญญารักษ์ เจริญปรุ ผู้แทนจาก อตก.เข้าทำการตรวจสอบโกดังกลางเก็บข้าว ขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ในพื้นที่ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
ที่โกดังข้าว พบกองข้าวล้ม 1 กอง เป็นกองข้าวขาว 5% จึงไม่สามารถคำนวณปริมาณ และตรวจนับจำนวนได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ให้คนงานทำการยกกระสอบออก เพื่อนำมาจัดเรียงใหม่ แต่ปรากฏว่า ขณะยกออกเพื่อเคลื่อนย้ายนั้น พบว่ามีกระสอบแตกจนมีเศษฝุ่นพุ่งทะลักออกมาจากภายในกระสอบเป็นจำนวนมาก ขณะที่เมล็ดข้าวนั้น ได้กลายสภาพไปอยู่ในรูปทรงที่ไม่สมบูรณ์ และยุบตัวลง บางกระสอบยุบหายไปจากกระสอบเป็นจำนวนมาก
จนทำให้ฝ่ายทหารโดย พ.อ.บรมวิทย์ วรูประภา รอง ผบ.กรม 111 กองพลทหารราบที่ 11 ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยทหารอำนวยการในพื้นที่ จะไปแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้รับผิดชอบ ยัง สภ.พนมสารคาม แต่ได้ถูกคณะผู้ตรวจสอบบางส่วน ได้ขอให้ชะลอการเข้าแจ้งความเอาไว้ก่อน โดยขอให้มีการเก็บตัวอย่างข้าวส่งเข้าตรวจสอบพิสูจน์คุณภาพข้าวที่แน่ชัดเสียก่อน ว่าคุณภาพข้าวได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมคุณภาพไปมากน้อยเพียงใด
นอกจากกองข้าวขาว 5% ที่แปรสภาพกลายเป็นฝุ่น จนทำให้กระสอบข้าวยุบตัวเอียงล้มลงมาแล้ว ยังมีกองข้าวหอมจังหวัด ที่อยู่ในสภาพที่มีมอดเกาะตายเกลื่อนกองอยู่ที่ด้านนอกกระสอบ และมีเศษขี้มอดติดอยู่เต็มพื้นผิวด้านนอกของกระสอบเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันภายในบริเวณโกดังเก็บข้าว ยังมีกระสอบข้าววางกองระเกะระกะ อีกทั้งยังอยู่ในสภาพสกปรก มีคราบเศษขี้มอดเน่าติดอยู่ตามพื้นโกดังอีกด้วย
สำหรับโกดังเก็บข้าวแห่งนี้ในปี 2556 เคยเกิดกรณีที่กลุ่มชาวไร่มันได้กลิ่นเหม็นหืนของขี้มอดจากข้าวสารในโกดัง ก่อมลภาวะทางกลิ่น จนเป็นข่าวอื้อฉาว กระทั่งมีคณะอนุกรรมาธิการข้าววุฒิสภา มาตรวจสอบ และพบว่าข้าวสารในโกดังขณะนั้น มีมอดมากและกัดกินข้าวสารจนกลายเป็นฝุ่นแป้ง รวมถึงมีข้าวตกเสียหายอยู่ที่พื้นโกดัง และยังมีเศษคราบสกปรกของขี้มอดเน่ากองติดอยู่ที่พื้นด้วย
ปปช.-อัยการสอบเพิ่มพยานคดีไร่ส้ม
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แถลงมติที่ประชุมถึงคดีที่กล่าวหา นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสำนักสนับสนุนและบริการลูกค้า สำนักกลยุทธ์การตลาด บมจ.อสมท กับพวกเรียกรับเงินจากบริษัทไร่ส้ม จำกัด กับพวก ว่า ทาง ป.ป.ช. เคยมีมติชี้มูลความผิดร้ายแรงและความผิดทางอาญา แก่นางพิชชาภา และนางสาวอัญญา อู่ไทย เจ้าหน้าที่ อสมท ฐานทำให้เกิดความเสียหายต่อ อสมทอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ได้ชี้มูลความผิดทางอาญา นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และนางสาวมณฑา ธีระเดช ฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิด และทางสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งรายงานการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดี
นายสรรเสริญ กล่าวว่า ทางอสส.ยังไม่ดำเนินการฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่ายังมีข้อไม่สมบูรณ์จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง อสส.กับ ป.ป.ช. และได้มีข้อสรุปในการไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 3 ราย เพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์ ขณะนี้มีความคืบหน้าของคดี โดยได้นัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมที่กล่าวอ้าง ซึ่งปากสุดท้ายจะเสร็จสิ้นในวันที่ 25 ก.ค.นี้ หลังจากนั้นขณะทำงานร่วมทั้งสองฝ่ายจะพิจารณาหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการพิจารณาคดี หาก อสส.เห็นว่าสำนวนมีความสมบูรณ์ อสส.ก็จะเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลต่อไป แต่หากหาข้อยุติไม่ได้ คณะกรรมการป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้พิจารณาคดีแทน
อัยการย้ำยังไม่สรุปผลคดีไร่ส้ม
นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนที่ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีไร่ส้มว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. และผู้แทนอัยการสูงสุด ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ซึ่งจะนัดไต่สวนพยานอีก 1 ปากในวันที่ 25 ก.ค.นี้ โดยคณะทำงานร่วมจะพยายามหาข้อยุติร่วมกันให้ได้โดยเร็ว เพื่อสรุปความเห็นเสนอนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด พิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป





