วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คงอำนาจ คสช.คุมมั่นคง

"ประยุทธ์"แง้มร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว เผยมีเนื้อหาบางส่วนเอื้อให้คสช.ทำงาน วางระบบตรวจสอบถ่วงดุลกับรัฐบาล

"ประยุทธ์" แง้มร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว เผยมีเนื้อหาบางส่วนเอื้อให้คสช.ทำงาน วางระบบตรวจสอบถ่วงดุลกับรัฐบาลเข้ามาบริหาร ส่วน คสช.คงอำนาจต่อ คุมงานความมั่นคง ขณะที่ "สภาปฏิรูป" มีที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ 11 กลุ่ม รวมกับผู้แทนจังหวัด คัดจังหวัดละ 5 คนก่อนเลือกให้เหลือ 1 คน เดินหน้ายกเครื่องประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญถาวร ด้านตำรวจรวมมือยิงเอ็ม 79 ถล่ม กปปส. ผู้ต้องหาเปิดปากซัดทอดผู้จัดหาปืน เผยรับอาวุธที่อิมพีเรียลลาดพร้าว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อค่ำวานนี้ (11 กค.) โดยระบุตอนหนึ่งถึงรายละเอียดในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว และโครงสร้างของสภาปฏิรูปที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศให้เสร็จภายในปี 2558

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คสช.จัดทำไว้โดยฝ่ายกฎหมาย มีเนื้อหาไม่เกิน 50 มาตรา ระบุให้รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นภายในเดือน ก.ย.ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองที่มีเป็นจำนวนมากให้เป็นผลสัมฤทธิ์ตามความคาดหวังของประชาชน

อย่างไรก็ดี อาจจะต้องมีข้อจำกัดบางประการอยู่บ้างในรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะหากใช้วิธีการบริหารราชการปกติทุกเรื่องอย่างที่ทุกคนหรือหลายๆ ฝ่ายต้องการ ก็จะแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้แน่นอน ฉะนั้นจะไม่เกิดประโยชน์ ต้องให้เวลา คสช. ให้โอกาส และเครื่องมือในการทำงานด้วย

สำหรับเรื่องอำนาจของ คสช.กับรัฐบาล จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันเท่านั้น การบริหารจะเน้นหนักให้รัฐบาลเป็นผู้บริหารราชการ ส่วนด้านความมั่นคงจะเน้นหนักให้ คสช. ดูแลรับผิดชอบ ส่วนความร่วมมือระหว่าง 2 ฝ่าย คือการหารือร่วม ประชุมร่วม แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกัน มีการประชุมเมื่อจำเป็น และเสนอแนะข้อพิจารณาต่างๆ ให้รัฐบาลนำไปสู่การปฏิบัติในเรื่องอื่นๆ เป็นไปในลักษณะคำแนะนำที่ คสช.จะมีต่อรัฐบาล

ย้ำปรองดองไม่ได้-ปฏิรูปไม่สำเร็จ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ต้องการให้สังคมเข้าใจและแยกออกจากกันว่า การปรองดองคืออะไร การปฏิรูปคืออะไร โดยการปรองดอง คือ การสร้างสภาวะแวดล้อมสู่การปฏิรูป เพื่อให้ลดความขัดแย้งลง มีการพบปะพูดคุยกัน ระบายความคิดเห็นได้บ้าง ถ้าเราปรองดองกันไม่ได้ ก็ไปปฏิรูปกันไม่ได้แน่นอน

เพราะฉะนั้นต้องหาทางออกจากความขัดแย้งให้ได้ก่อน จากทุกพวกทุกฝ่าย ในประเด็นของการปรองดองนั้นต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจ ทุกกลุ่มฝ่ายต้องลดความบาดหมาง กินใจ หรือความไม่ไว้วางใจต่อกัน และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีการรับฟังความคิดเห็นของทุกพวกทุกฝ่ายในระดับพื้นที่ จนกระทั่งถึงระดับคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูปของ คสช. โดยทุกฝ่ายจะต้องหาจุดที่จะเข้าไปร่วมกันตรงนั้นว่าจะหาทางออกของความขัดแย้งได้อย่างไร ทั้งในระยะเร่งด่วน และยั่งยืนในอนาคต

"ถ้าทุกคนไม่เห็นชอบ ก็จะเดินหน้าไปไม่ได้ ต่อให้มีดนตรีทุกวัน มีเพลงฟังทุกวัน แต่ถ้าใจไม่ยอมรับกัน ก็ไม่สามารถแก้อะไรได้เลย แล้วจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในอนาคต วันนี้ต้องช่วยกัน จะทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไปไม่ได้แล้ว"

เปิดสูตร"ที่มา"สภาปฏิรูป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางสำนักงานปฏิรูปของ คสช. ได้รวบรวมคนและข้อมูลจากหลายภาคส่วนไว้แล้วในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ต้องการให้ทุกส่วนเตรียมการจัดผู้แทนเพื่อไปสมัครเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป ในระยะที่ 2 โดยจะมีกระบวนการคัดสรรที่กำหนดไว้แต่เดิมประมาณ 11 กลุ่ม น่าจะประมาณ 550 คน และจะต้องไปเพิ่มเติมในส่วนของการคัดเลือกจากจังหวัดต่างๆ ด้วย เพื่อเป็นผู้แทนจังหวัด น่าจะจังหวัดละ 5 คน รวมเป็น 380 คน ในส่วนของจังหวัดต้องคัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน จาก 380 คนก็จะเหลือ 76 คน

ทั้งนี้ ผู้แทนจังหวัดจะนำไปรวมกับจากกลุ่มปฏิรูปที่รับสมัครจากทั่วไปอีก 11 กลุ่ม 550 คน แล้วคัดสรรให้เหลือไม่เกิน 250 คน และแบ่งกลุ่มต่างๆ ให้ได้ทั้ง 11 กลุ่ม โดยจะต้องมีส่วนร่วมในทุก ๆกลุ่ม

เมื่อตั้งขึ้นมาได้จำนวน 550 บวก 76 ก็จะประมาณ 630 เป็นตัวเลขโดยรวมก่อน เสร็จแล้วจะคัดเลือกออกมาให้ได้เหลือ 250 คน ใน 250 คนก็จะแบ่งลง 11 กลุ่มให้ได้ ในกลุ่มต่างๆ จะต้องมีคนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม

"ทั้งหมดก็จะไปทำเรื่องการปฏิรูปขึ้นมา และนำเสนอสู่ที่ประชุมของสภาปฏิรูป เป็นมติออกมา ก็เสนอมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะรับข้อมูลจากทั้ง 2 ส่วนคือ สภาปฏิรูป และสภานิติบัญญัติ โดยรวบรวมปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ ที่เป็นความขัดแย้งมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุง แก้ไข จัดทำ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร เพื่อจะนำไปใช้ในการเลือกตั้งในโอกาสต่อไป"

รวบมือยิงเอ็ม 79 ถล่ม กปปส.

เวลา 11.30 น.วันเดียวกัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.) แถลงข่าวจับกุม นายณรงศักดิ์ พลายอร่าม หรือ ตุ้ย อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพฯ ลงวันที่ 8 มิ.ย.2557 ข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกให้บุคคลให้มารายงานตัวต่อ คสช. โดยจับกุมได้ที่หน้าห้องพักเลขที่ 2/503 ชั้น 5 หอพักสุขสบาย อพาร์ทเมนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า จากการสอบสวน นายณรงค์ศักดิ์รับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุใช้เครื่องยิงลูกระเบิดชนิดเอ็ม 79 ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.จำนวน 2 ครั้ง คือ ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร เมื่อวันที่ 7 มี.ค. และที่ถนนสวรรคโลก ใกล้แยกเสาวนีย์ แขวงจิตรลดา เขตดุสิต เมื่อบ่ายวันที่ 29 มี.ค.โดยขณะก่อเหตุ กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.กำลังเดินขบวน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน

นอกจากนี้ยังก่อเหตุยิงใส่ที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ด้วย

จ่อออกหมายจับอีก1เป็นคนส่งปืน

ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) ช่วยราชการรอง ผบช.น. กล่าวว่า นายณรงค์ศักดิ์รับสารภาพว่า ไปรับปืนมาจากบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล สาขาลาดพร้าว จากบุคคลหนึ่ง โดยได้ค่าจ้างครั้งละ 3,000-4,000 บาท

ผู้ต้องหายังรับด้วยว่าไปร่วมเหตุการณ์ปะทะกันที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ย่านรามคำแหง จึงมีความรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว อยากให้กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ยุติการชุมนุม จึงตัดสินใจก่อเหตุเพื่อข่มขู่ไม่ให้มีผู้มาร่วมชุมนุมอีก ไม่ได้ต้องการให้ใครบาดเจ็บหรือเกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งให้ทหารเพื่อดำเนินคดีต่อไป

"ตอนนี้ทราบชื่อบุคคลที่นายณรงค์ศักดิ์ไปรับปืนมาแล้ว อยู่ระหว่างออกหมายจับ และจะนำมาเปิดเผยให้ทราบอีกครั้ง" พล.ต.ต.อำนวย กล่าว

อาวุธร้ายแรงอื้อซุกคอนโดฯย่านทุ่งครุ

วันเดียวกัน พล.ต.อ.สมยศ พร้อมตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ และทหารสังกัดกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดอาวุธสงครามหลายรายการ ที่ห้องพักเลขที่ 402/24 อาคารศรีไทยคอนโด 14 ประชาอุทิศ 33 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ โดยของกลางที่ยึดได้มีทั้งเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี 1 กระบอก ลูกจรวดอาร์พีจีพร้อมดินส่ง 3 ลูก ลูกระเบิดสังหารชนิดอาร์จีดี 5 จำนวน 13 ลูก ชุดเรือนชนวน 15 ชุด ปืนอาก้า 1 กระบอก ซองกระสุน 3 อัน ลูกกระสุนขนาด 40 มม. 11 ลูก เสื้อเกราะกันกระสุน 1 ตัว กระสุนขนาด 7.62 มม. 127 นัด กระสุนขนาด 11 มม. 18 นัด

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ห้องดังกล่าวเป็นของ นางธนัยนันท์ เติมจิตต์เจริญ โดยมีผู้มาขอเช่าห้องต่อในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. แต่ภายหลังรัฐประหารได้ทิ้งอาวุธไว้และหลบหนีไป

อาวุธโยงชุมนุมปี 53-จ่อจับอีก 6 ราย

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวอีกครั้งว่า อาวุธปืนที่ยึดได้มีความเกี่ยวโยงกับคดีอื่นๆ ด้วย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและทหารได้รวบรวมพยานหลักฐานจนทราบตัวผู้ต้องหามากกว่า 6 ราย โดยในเร็วๆ นี้จะมีการแถลงข่าวจับกุมคนร้ายใช้เอ็ม 79 ยิงสถานที่ต่างๆ หลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ยิงเอ็ม 79 ใส่เวทีปราศรัย กปปส.หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมาด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า อาวุธสงครามที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับการชุมนุมในปี 2553

ป.ป.ช.จับมือ กกต.สกัดประชานิยม

ด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวเมื่อวานนี้ (11 ก.ค.) ว่า จะทำหนังสือประสานไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อนัดหารือระหว่างป.ป.ช.และ กกต.เกี่ยวกับมาตรการดูแลนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง

"ที่ผ่านมาหลายนโยบายได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ซึ่งเมื่อมีการร้องเรียนว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น และ ป.ป.ช.รับเรื่องมาตรวจสอบ แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลับอ้างเหตุผลว่าสาเหตุที่ต้องดำเนินการแม้จะรู้ว่ามีผลเสีย เนื่องจากเป็นนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน ซึ่งการอ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ป.ป.ช.จึงอยากเสนอแนวทางเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาจากนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง โดย ก.ก.ต.ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ควรจะออกระเบียบหรือกฎหมายในการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะมีการใช้หาเสียง" นายสรรเสริญ กล่าว