วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชงคสช.ปรับแผนขนส่งทางน้ำ2หมื่นล้าน

สศช. ชง คสช. ปรับแผนขนส่งทางน้ำ2หมื่นล้าน ชี้ขนส่งทางเรือลดต้นทุน0.3-0.4ต่อปี

สศช.เตรียมเสนอยุทธศาสตร์ปรับปรุงโลจิสติกส์ เพิ่มความสำคัญการขนส่งทางน้ำ หวังช่วยลดต้นทุนขนส่งภาคเอกชน ด้านกรมเจ้าท่าดันโครงการก่อสร้างเขื่อนยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและน่าน 2 หมื่นล้าน พร้อมเตรียมทำ "อีเอชไอเอ" คาดก่อสร้างได้ภายใน 3 ปี เล็งเพิ่มเรือขนาดใหญ่ ขนส่งสินค้าในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะเอกชนแนะทำแผนร่วม 3 ฝ่ายเพิ่มการใช้ประโยชน์พื้นที่สร้างอุตสาหกรรมเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำ” จัดโดย กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ที่ รร.รามาการ์เด้นส์ วานนี้ (9 ก.ค.) ว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ให้ความสำคัญทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการเตรียมการวางแผนเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ก็อยู่ในระหว่างนำเสนอแผนงาน หรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ในส่วนของ สศช.จะนำเสนอแผนงานการพัฒนาการคมนาคมขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งครอบคลุมแผนการพัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำ ให้กับคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์แห่งชาติ ซึ่งมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธานพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์นี้

ขนส่งทางเรือลดต้นทุน0.3-0.4ต่อปี

นายอาคม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาการขนส่งทางน้ำไม่มากนัก ทั้งที่เป็นการขนส่งที่มีต้นทุนที่ถูกที่สุด โดยคิดเป็น 0.64 บาทต่อตันต่อกิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่การขนส่งทางถนนมีต้นทุนแพงกว่าอยู่ที่ 1.72 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร

นอกจากนั้นการขนส่งทางลำน้ำ และชายฝั่ง ยังมีประโยชน์ อีกหลายประการ ได้แก่ การประหยัดการใช้เชื้อเพลิง และสามารถขนส่งต่อเที่ยวได้ครั้งมากๆ ซึ่งหากมีการส่งเสริมมากขึ้น จะช่วยให้เอกชนลดต้นทุนโลจิสติกส์มากกว่า 0.3-0.4% ต่อปี

"หากมีการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำทั้งในด้านกายภาพ และการบริหารจัดการ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางถนนเป็นการขนส่งทางน้ำ หรือมีการใช้บริการการขนส่งหลายรูปแบบมากขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลดลงจากปัญหาการขนส่งทางถนน เช่น ค่าซ่อมบำรุงถนน และอุบัติเหตุทางถนนที่ทำให้เสียชีวิตและทรัพย์สิน"

นอกจากนั้น การขนส่งทางลำน้ำและชายฝั่งเป็นทางเลือกสำรองที่ดีในกรณีเกิดปัญหาอุทกภัย หรือกรณีไม่สามารถขนส่งสินค้าทางบกได้ จึงทำให้สามารถบริหารธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

3แนวทางพัฒนาขนส่งทางน้ำ

ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาการขนส่งทางน้ำของประเทศไทยจะอยู่ใน 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1.การเพิ่มขีดความสามารถทางกายภาพ เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก และจากแนวเขตเศรษฐกิจใหม่ ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ เช่น โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เป็นต้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือกับระบบขนส่งอื่นๆ ได้แก่ ถนน และระบบรางเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ท่าเรือที่มีอยู่ให้มากขึ้น

2.การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งสินค้า โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งทางราง และทางน้ำชายฝั่ง เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและบริหารจัดการขนส่งสินค้า ที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งพัฒนากฎระเบียบและการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชน และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการท่าเรือ โดยอำนวยความสะดวกให้แก่สายเรือ ที่มาใช้บริการ และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของภาคเอกชนให้มากขึ้น

เตรียม2หมื่นล้านสร้างเขื่อนยกระดับน้ำ

ด้านนายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่ากรมเจ้าท่าได้นำเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งระยะยาวของประเทศ (พ.ศ.2558-2563) ให้ คสช.พิจารณา โดยเบื้องต้น คสช.เห็นชอบในหลักการให้ดำเนินการต่อไปได้ตามแผนที่วางไว้ โดยโครงการนี้จะใช้วงเงินก่อสร้างประมาณ 20,000 ล้านบาท และใช้งบประมาณในการทำการศึกษา รับฟังความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งทำการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุก และดำเนินการจัดทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ในพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีก่อนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้าง

โครงการดังกล่าว จะช่วยให้เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางน้ำของประเทศไทยจาก 15% ของการขนส่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 19% ภายในปี 2563 เนื่องจากจะมีการขนส่งสินค้าทางแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเป็น 26 ล้านตันต่อปีเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีการขนส่งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 4 ล้านตันต่อปีเท่านั้น

หากมีการก่อสร้างโครงการนี้แล้วเสร็จ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการขนส่งในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน่าน โดยสามารถให้เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดกินน้ำลึก 5 เมตร หรือน้ำหนักบรรทุกสินค้ากว่า 2,500 ตัน สามารถเดินเรือขึ้นไปตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึงจ.นครสวรรค์ และเรือที่มีขนาดกินน้ำลึก 3 เมตรสามารถเดินเรือต่อเนื่องไปตามแม่น้ำน่าน จนถึง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร รวมระยะทางเดินเรือได้กว่า 477 กิโลเมตร

"โครงการนี้ มีการออกแบบว่า จะมีการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่เหมาะสม 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนบนที่ ต.น้ำทรง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และเขื่อนล่างที่ ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี โดยโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเดินเรือและการอุปโภคบริโภคของประชาชน การลดความคับคั่งของการจราจรทางบกในพื้นที่ภาคกลาง การผลิตกระแสไฟฟ้า รวมทั้งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดได้อีกด้วย"

เน้นพัฒนาท่าเรือให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การวางแผนในการวางแผนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ด้วยการให้ความสำคัญกับการขนส่งทางน้ำประเทศไทย จะต้องมีแผนที่ชัดเจนทั้งในเรื่องของการพัฒนาท่าเรือขนาดใหญ่ ที่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนาท่าเรือภายในประเทศคือท่าเรือชายฝั่ง และการขนส่งภายในแม่น้ำ ซึ่งสำหรับโครงการสำคัญที่มีการศึกษามาก่อนหน้านี้ได้แก่ โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และโครงการท่าเรือปากบารารัฐบาลต่อไปก็ควรมีความชัดเจนว่าจะดำเนินต่อไปหรือไม่

สำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและน่าน ที่กรมเจ้าท่าจะดำเนินการเพื่อให้เรือขนาดใหญ่ขนส่งสินค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เพิ่มเติมถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี แต่จะต้องมีการทำแผนรองรับอย่างรอบด้านโดยเมื่อมีการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นก็ควรจะมีการทำแผนร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ในการที่จะวางกฎระเบียบและวางแนวทางในการพัฒนาท่าเรือแห่งใหม่หรือใช้ประโยชน์ท่าเรือที่มีอยู่แล้วให้ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่นมีการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการขนส่ง การก่อสร้างคลังสินค้าที่มีความทันสมัย หรือการส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการนี้ให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด