วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชงรื้อระบบเลือกตั้ง

ชงรื้อระบบเลือกตั้ง เสนอจำกัดวาระส.ส.2สมัย-โละครม.รักษาการ ชี้คนทุจริต-ติดยา-หมิ่นสถาบันห้ามลงลต.

กกต.ถกปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้งเสร็จแล้ว ประธานกกต.ลงนามชงคสช.วันนี้ เสนอเลือกตั้งพวงใหญ่ ส.ส.มาจากทั้งเลือกตั้ง-บัญชีรายชื่อ จำนวนใกล้เคียงกัน จำกัดวาระแค่ 2 สมัย เมื่อยุบสภาให้ปลัดรักษาการแทนครม. พร้อมแบนคนทุจริต-ติดยา-หมิ่นสถาบัน"ห้ามลงเลือกตั้ง ขณะเดียวกันขอเพิ่มอำนาจกกต.เลื่อนเลือกตั้งได้เอง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานกกต. เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามโจทย์ที่คณะทำงานด้านการปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มอบหมายมา

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกกต.แถลงภายหลังการประชุมกว่า 4 ชั่วโมง เมื่อวานนี้(7 ก.ค.) ว่า ที่ประชุมกกต.ได้ประชุมพิจารณาแล้วเสร็จโดยประธานกกต.จะลงนามและส่งไปยังคณะทำงานด้านการปฏิรูปของคสช.ในเช้าวันที่ 8 ก.ค.นี้ ทั้งนี้ประเด็นที่มีการเสนอเป็นการให้ข้อดีข้อเสีย และข้อเสนอที่ควรจะเป็น ไม่ใช่การฟันธงว่าต้องแก้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกรณีของการเลือกตั้งส.ส.นั้น ยังคงให้มีส.ส.มาจากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ แต่เห็นว่าเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง และอิทธิพลในการเลือกตั้ง ระบบแบ่งเขตควรเปลี่ยนจากเขตเดียวเบอร์เดียวเป็นแบบเขตใหญ่ ส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อมีที่มาจากกลุ่มสาขาอาชีพที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงเพศ และภูมิภาคเป็นหลัก ซึ่งส.ส.ทั้งสองระบบควรมีจำนวนที่ใกล้เคียงกัน

ส่วนส.ว.เสนอว่ามีความจำเป็นที่ต้องคงไว้แต่จะให้มีทั้งส.ว.สรรหา และส.ว.เลือกตั้งหรือไม่ โดยได้เสนอจุดเด่นจุดด้อยว่า ถ้าจะให้ส.ว.มาจากกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลาย โดยคำนึงถึงเรื่องของความสามารถมากกว่าการศึกษา การจะให้มีส.ว.ที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ที่ไม่ได้จบปริญญาตรี ก็ยากที่จะได้มาจากการเลือกตั้ง จึงน่าจะได้รับการพิจารณาในรูปของการเป็นส.ว.สรรหามากกว่า

กกต.เสนอห้ามเป็นส.ส.ติดต่อกัน2สมัย

นอกจากนี้ก็มีการเสนอให้มีการแก้ไขในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยได้เสนอให้มีการเพิ่มว่า การที่ผู้สมัครจะต้องสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ แม้ประโยชน์ของการไม่สังกัดจะมีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่การสังกัดพรรคจะมีผลในเรื่องของการพัฒนาและสนับสนุนงานของพรรค ซึ่งพรรคควรมีการวางกรอบในการควบคุมส.ส.ของพรรค โดยไม่ให้ส.ส.ของพรรคต้องดำเนินการตามคำสั่งของพรรคการเมืองเสมอไปเหมือนที่ผ่านมา และการจะลงสมัครรับเลือกตั้งก็ควรกำหนดให้ต้องสังกัดพรรคมาไม่น้อย 1 ปี และเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งส.ส.แล้วควรกำหนดให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี แต่ต้องไม่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ หรือ 8 ปี

ห้ามผู้ทุจริต-หมิ่นสถาบันลงเลือกตั้ง

พร้อมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาสภาผัวเมีย ควรกำหนดห้ามมิให้บุพการี บุตร บุญธรรม คู่สมรสตามกฎหมายหรืออดีตคู่สมรส ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือส.ว.ในคราววาระเดียวกัน และยังเห็นควรให้กำหนดเพิ่มในลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ว่า ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง คดียาเสพติด และคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ขณะที่พรรคการเมืองควรมีการกำหนดให้การตั้งพรรคทำได้ยากขึ้น แม้จะมีผู้ก่อตั้ง 15 คน แต่จะเป็นพรรคการเมืองได้ต้องหาสมาชิกให้ได้ครบ 5 พันคน และตั้งสาขาพรรคใน 4 ภาคให้แล้วเสร็จก่อน

กกต.ขอเพิ่มอำนาจเลื่อนเลือกตั้ง

นายภุชงค์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความสุจริต เป็นธรรม จะเสนอให้มีการพิจารณาถึงอำนาจกกต.ในการจัดการเลือกตั้งว่า หากเกิดปัญหาการขัดขวาง เกิดเหตุสุดวิสัยอันเป็นภัยร้ายแรง ให้กกต.มีอำนาจในการเสนอเลื่อนขยายวันเลือกตั้ง วันรับสมัคร หรือกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ โดยไม่ต้องมีการปรึกษาหรือขอความเห็นจากนายกรัฐมนตรี และเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าราชการการเมืองใช้ตำแหน่งหน้าที่ ทรัพยากรของรัฐไปเป็นประโยชน์ในการหาเสียงเอาเปรียบฝ่ายตรงข้าม ก็ให้มีการกำหนดให้ข้าราชการเป็นข้าราชการเมืองตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างว่า ใช้เวลานอกราชการไปหาเสียง

ยุบสภา-ให้ปลัดรักษาการแทนครม.

อีกทั้งเมื่อมีการยุบสภา หรือกรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ ให้คณะรัฐมนตรีพ้นไปโดยปริยาย ไม่ต้องเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการ และเห็นควรให้ปลัดกระทรวง ทบวงกรมรักษาการแทน รวมทั้งในระหว่างการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้มีการข่มขู่พยานจนเกิดการกลับคำให้การ เสนอให้พยานของกกต.ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองพยาน และเพิ่มอำนาจให้กกต.สามารถเรียกเอกสาร หรือเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำต่อกกต. หากไม่มาก็ให้มีบทโทษ

ขณะเดียวกัน มีการให้ข้อมูลข้อดี ข้อเสียถึงการเลือกตั้งว่าควรจะให้เป็นหน้าที่ หรือเป็นสิทธิ และเสนอมาตรการในการป้องกันการใช้นโยบายประชานิยมในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยอาจจะมีการตั้งเป็นคณะทำงานที่ประกอบไปด้วยหลายหน่วยงานอาทิ ป.ป.ช. สตง. ศาลรัฐธรรมนูญ และกกต.ขึ้นมาตรวจสอบว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ และส่งผลทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายในอนาคตหรือไม่

ตั้งแท่นแก้รธน.-กฎหมายลูก

อย่างไรก็ตาม หลังกกต.ส่งข้อเสนอแนวทางดังกล่าวไปให้คณะทำงานด้านการปฏิรูปแล้ว ทางกกต.ก็จะมาจัดทำในส่วนที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง พรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น รวม 5 ฉบับ ซึ่งก็จะมีส่วนของการใช้สิทธิเลือกตั้งว่าจะต้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิก่อนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีกว่า 92 ประเทศ ที่ใช้วิธีการนี้

ส่วนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร รวมถึงการเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งจะยังคงมีอยู่หรือไม่นั้น กกต.เห็นว่า หากมีอยู่ควรมีการปรับแก้ไขในเรื่องใดเพราะที่ผ่านมา เลืออกตั้งนอกราชอาณาจักรใช้งบประมาณต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งคนกว่า 2,000 บาท ขณะที่ในประเทศผู้มีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งคนใช้งบเพียงหลักร้อยบาท

รวมถึงจะมีการเสนอให้ศาลให้ข้อมูลที่กกต.เสนอไปขอให้พิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้ระบบกล่าวหาของกฎหมายอาญาอย่างที่ทำอยู่ปัจจุบัน เนื่องจากที่ผ่านมาพยานกลับคำให้การในชั้นศาลทำให้คดีเลือกตั้งจำนวนมากกกต.ไม่สามารถเอาผิดได้

ทั้งนี้กกต.จะเร่งส่งรายละเอียดทั้งหมดให้กับคสช.พิจารณา เพื่อให้ทันกับการพิจารณาของสภาปฏิรูป ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาทั้งระบบว่าการเลือกตั้งควรจะเป็นอย่างไร