"บวรศักดิ์"เผยดึงปชช.ร่วมการปฏิรูป แนะมองที่ฐานรากปัญหา เลือกตัวแทนที่กล้าตัดสินใจ-เข้าใจปัญหา-ไม่มีผลประโยชน์
ก่อนเริ่มเวทีสัมมนา พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ฐานะหัวหน้าเพื่อสร้างความปรองดองและปฏิรูป ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมาย กล่าวเปิดงานว่า เป็นการรับฟังความเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย. ได้มีการรับฟังความเห็นและรับข้อเสนอต่างๆ จากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงแกนนำนักการเมือง กลุ่มการเมืองภาคประชาชน นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ข้อเสนอแนะรวบรวมความเห็นประกอบกับกลุ่มต่างๆ ก่อนหน้านี้ จัดเรียงและแยกประเภท จัดเป็นกรอบความเห็นร่วมของคนไทยทุกคนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย โดยภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ทางคณะทำงานจะส่งรายงานไปให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ฐานะหัวหน้าคสช. ให้พิจารณาส่งต่อไปยังสภาปฏิรูปต่อไป
จากนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวปาฐกถาพิเศษ ว่าการปฏิรูปประเทศที่ถือเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาสังคม นับตั้งแต่ปี 2540- 2557 มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเมือง คือ รัฐสภาที่เป็นองค์กรทางการเมืองที่มาทำหน้าที่ตัดสินใจแทนพลเมืองและประเทศชาติ ดังนั้นถือประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องเลือกตัวแทนหรือผู้แทนราษฎรเข้าไปตัดสินใจแทนประชาชน เพราะยอมรับว่าไม่มีพื้นที่รองรับสำหรับประชาชน จำนวน 65 ล้านคนเข้าไปยกมือหรือตัดสินใจแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตามการเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ต้องพิจารณาถึงความเข้าใจของสาเหตุของปัญหา, มีความกล้าหาญ และไม่กังวลต่อประเด็นผลประโยชน์ที่อาจจะมีความขัดกัน หากไม่คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวอาจจะทำให้การปฏิรูปมีปัญหาได้ ส่วนแนวทางปฏิรูปที่จะเกิดขึ้น ตนมองว่าต้องทำเหมือนครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเาจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการ คือ หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาแล้วหาทางแก้จากต้นเหตุนั้น
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาปัญหาของประเทศมีอยู่ 2 ระดับ คือ ระดับเฉพาะหน้าที่เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน ซึ่งกรณีดังกล่าวทางคสช. ได้เข้ามาทำเรื่องปรองดองเพื่อให้เกิดสันติสุข หมายถึงการรักษาตามอาการเจ็บป่วย และระดับของความไม่เท่าเทียม เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม, การกระจายอำนาจ ที่ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนประชากร จำนวน 60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศเป็นเจ้าของรายได้ประชาชชาติมากถึง 25% ส่วนประชากรไม่ถึง20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของตัวเลขรายได้ประชาชาติมากถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การถือครองทรัพย์สินพบว่ามีประชากรเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ถือครองทรัพย์สินเป็นจำนวน 69 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนอีกจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ มีสิทธิ์ถือครองทรัพย์สินเพียงแค่ 36 เปอร์เซนต์เท่านั้น ทางด้านเงินฝากในบัญชีธนาคารพบว่ามีบุคคลจำนวนไม่เกินห้าหมื่นคนเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่อยู่ในระบบของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดเกินครึ่งของระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งหมายความว่ามีการพัฒนาแบบรวยกระจุกและจนกระจาย ที่เป็นที่มาของนโยบายประชานิยม และควาขัดแย้งระหว่างคนรวยและะคนในชนชั้นต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นเหตุปัญหาที่ต้องแก้ไข ด้วยการเข้าไปจัดสรรทรัพยากรและความมั่นคงของชาติใหม่ ด้วยการทำให้คนร่ำรวยไปอุ้มชูคนที่ไม่มี
"ถ้าเราพิจารณาถึงสมุฏฐานของปัญหาเกิดจากอะไร แล้วเข้าไปปฏิรูป โดยการปฏิรูปประเทศไทยต้องตั้งโจทย์ ว่า 10 ปีที่ผ่านมาอะไรคือสมุฏฐานที่แท้จริงที่ทำให้คนไทยแตกแยก เมื่อได้คำตอบแล้วต้องตั้งคำถามต่อไปว่าเราจะได้รัฐบาล และรัฐสภาที่ดีได้อย่างไร เพื่อเข้าไปเป็นหัวขบวนในการเข้าไปปฏิรูปให้สำเร็จ ประกอบกับต้องมีช่องทางให้ตรวจสอบบุคคลดังกล่าวได้ด้วย ดังนั้นสภาถือมีความสำคัญ ฐานะผู้ตัดสินใจเรื่องการปฏิรูป หลังคสช. กลับบ้านไปแล้ว ส่วนความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการปฏิรูป ส่วนที่สำคัญคือกระบวนการปฏิรูปที่ดึงคนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม นอกจากเนื้อหาต้องดีแล้ว ต้องสร้างส่วนร่วมของจิตสำนึกของประชาชนด้วย ไม่เช่นนั้นการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นก็เป็นเพียงร่างกายที่ไร้จิตวิญญาณ" นายบวรศักดิ์ กล่าว
ต่อมาคณะนักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอผลวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียการเข้าสู่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่ผ่านมา ว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตพวงใหญ่ ที่เคยใช้ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2518-2539 และ 2550 นั้นมีข้อดี คือเป็นวิธีที่เรียบง่าย ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้ผู้แทนจากหลากหลายฐานคะแนนเสียง ขณะที่ข้อเสีย คือ ลดความใกล้ชิดระหว่างผู้แทนและประชาชน เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเขตเลือกตั้งขนาดใหญ่กับเขตเลือกตั้งเล็ก นอกจากนั้นพบว่าบทบาทของพรรคการเมืองลดน้อยลง ส่วนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หรือ เขตเดียวเบอร์เดียว พบข้อดีคือประชาชนมีความใกล้ชิดกับผู้แทนและผู้ที่ได้รับเลือกต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน ขณะที่ข้อเสีย คือ พรรคการเมืองมีบทบาทน้อยลง ไม่มีตัวแทนของพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือตัวแทนคนกลุ่มเชื้อชาติเข้าไปเป็นผู้แทน รวมถึงคะแนนที่ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้เลือกตั้งสูญเปล่า
ขณะที่การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ พบว่ามีข้อดี คือ คะแนนเลือกตั้งไม่สูญเปล่า, การเป็นตัวแทนที่เป็นธรรมมากขึ้น, ได้คนกลุ่มน้อย หรือผู้สมัครเพศหญิงเข้ามาทำงาน ทำให้มีทางเลือกและสภาได้ผู้แทนที่มีความหลากหลาย รวมถึงพรรคการเมืองมีบทบาทสูง ส่วนข้อเสีย คือ อาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ สำหรับการเลือกตั้งที่มีทั้งการแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อผสมกันนั้น พบข้อดีคือ เสียงของประชาชนไม่สูญเปล่า, ชนกลุ่มน้อย, พรรคการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสที่มีตัวแทนของตนและเพิ่มบทบาทของพรรคการเมืองมากขึ้น ส่วนข้อเสีย คือ เพิ่มภาระในการจัดการเลือกตั้ง เช่น มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเป็นต้น, บัตรเสียมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และไม่มีความแตกต่างในการเลือก
ในประเด็นที่มาของส.ว. ส่วนที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด มีข้อดี คือ ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน, มาจากการเลือกตั้งโดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ข้อดี คือมีจุดยึดโยงกับประชาชน ส่วนข้อเสียคือมีอิทธิพลของพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซง และการได้มาซึ่งส.ว.จากการสรรหาและเลือกตั้ง พบข้อดีคือ มีส่วนยึดโยงกับประชาชน ขณะที่ข้อเสีย คือ อำนาจของส.ว.ไม่สอดคล้องกับที่มา





