'สมคิด' อดีตรองนายกฯ ชี้ไทยอยู่บนทางสองแพร่ง ย้ำภาคเอกชนต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปตัวเอง
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในสัมมนา "IMPROVING CORPORATE GOVERNANCE:KEY TO ADVANCING THAILAND" วานนี้(24 มิ.ย.) ว่า ขณะนี้ไทยเหมือนอยู่บนทาง 2 แพร่ง โดยอยากให้ดูประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หลังการเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างรุนแรงเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ไม่มีการปฏิรูปประเทศจริงจัง หรือทำให้ประเทศดีขึ้น ยังมีการเกี๊ยเซี้ยผลประโยชน์ ปัญหาคอร์รัปชันยังมีอยู่ การแบ่งอำนาจระหว่างรัฐและเอกชนยังมีอยู่ ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียผ่านวิกฤติรุนแรงมากผู้คนล้มตาย แต่หลังจากนั้น ก็ยกเครื่องและปฏิรูปประเทศจริงจังจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนได้ จึงอยากให้ไทยเดินตามแพร่งที่สอง คือจริงจังในการปฏิรูปจริงจัง
"ทำอย่างไรให้เกิดการปฏิรูปจริงจังเสียที ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ของไทย ดีแต่พูดกัน พอบ้านเมืองสงบก็ลืม บางคนมีหน้าที่ของตัวเอง ฟ้าดินกำหนดมาให้มีบทบาทนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหนคือภาคเอกชนต้องเป็นตัวหลักผลักดันการปฏิรูปประเทศ จากประสบการณ์ที่ผ่านระบบการเมืองและข้าราชการ เห็นแล้วว่า องค์กรเหล่านี้เริ่มผุกร่อน ดังนั้นเอกชนสำคัญที่สุด ที่จะทำให้เป็นเรื่องจริงจังได้ เข้ามามีบทบาทร่วมกันคิดมากขึ้น ผลักดัน กำกับ เสนอแนะและขับเคลื่อนให้ประเทศปฏิรูปไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างจิตสำนึกทางสังคมกระจายไปในบริษัท องค์กรส่วนใหญ่ในวงกว้าง ไม่เฉพาะให้เกิดอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น"
ภาคเอกชนต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปตัวเอง เชิงความคิดอ่าน ทั้งจิตสำนึกและจิตวิญญาณ นั่นคือเรื่องของธรรมาภิบาล และสร้างเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งที่ผ่านมาเราทำได้ดีมากในระดับภูมิภาคอาเซียน แต่ทำอย่างไรให้เกิดการสร้างจิตสำนึกกระจายไปบริษัทส่วนใหญ่ไม่ใช่กระจุกอยู่ไม่กี่บริษัท ซึ่งที่ผ่านมาจะพูดกันในบริษัทขนาดใหญ่ แต่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเบื่อหน่าย ไม่ทำตามและเห็นเป็นเรื่องไกลตัว
"จากวันนี้เป็นต้นไปภาคเอกชนต้องสร้างธรรมาภิบาลออกไปดูแลสังคม เศรษฐกิจ และบ้านเมือง สิ่งสำคัญคือต้องปฏิรูปการเมือง เพราะในอดีตที่ผ่านมาการเมืองมันเลว การเมืองมันสกปรก ประเทศจึงเป็นแบบนี้ ถ้าเรื่องการปฏิรูปการเมืองไม่เกิดขึ้นวันนี้ เราไม่ใช่วิกฤติเป็นโอกาสให้ประเทศน่าอยู่ สมบูรณ์ และยั่งยืน หากปล่อยให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปแล้ว ผมไม่รู้ใจว่าจะมีโอกาสแบบนี้เป็นครั้งที่สองหรือไม"นายสมคิด กล่าว





