"..นักการเมืองทั้งสองข้างเอาแต่เล่นการเมืองกันอยู่ในสภา ทำให้ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับความสนใจ.." ดร.สติธร
24 มิถุนาฯ 2475 เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย นับถึงปีปัจจุบันรวมได้ 82 ปี
ตลอดมาการพัฒนาประชาธิปไตยไทยอยู่ในระดับล้มลุกคลุกคลาน แม้กระทั่งปี พ.ศ.2557 หรือ ค.ศ.2014 ยังมีการรัฐประหาร และขณะนี้ประชาธิปไตยไทยได้ถูก "หยุดเอาไว้ชั่วคราว" โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เขียนบทความชื่อ "บนเส้นทางหวนคืนสู่ประชาธิปไตย" นำเสนอหลากหลายมุมมองเกี่ยวกับการปกครองระบอบนี้ ทั้งในแง่การถูกท้าทายของประชาธิปไตยแบบตะวันตก ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนความยั่งยืนและคุณภาพของประชาธิปไตยว่ามีปัจจัยใดบ้างที่สำคัญ
"กรุงเทพธุรกิจ" นำเสนอบทความของ ดร.สติธร โดยแยกตีพิมพ์วันละ 1 ตอน รวม 4 ตอน ดังนี้
โรเบิร์ต พัตนั่ม (Robert Putnum) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตีพิมพ์หนังสือชื่อ "Bowling Alone" เมื่อปี 2000 (พ.ศ.2543) ข้อค้นพบสำคัญประการหนึ่งของหนังสือเล่มดังกล่าว คือ การอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมอเมริกันตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 ถึงปลายทศวรรษที่ 1990 ว่าอยู่ในสภาวะที่วิถีชีวิตของผู้คนค่อยๆ เหินห่างออกจากการเมือง
ผลการวิจัยของพัตนั่ม พบว่าคนอเมริกันมีการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมสาธารณะลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหาย และสัดส่วนของการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองตกต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง ข้อค้นพบนี้ได้นำไปสู่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในวงวิชาการด้านรัฐศาสตร์ กระทั่งในอีก 2 ปีถัดมา นักรัฐศาสตร์ชั้นนำกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันจัดการเสวนาขึ้นเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับสภาวการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง
ผลจากวงเสวนาได้ถูกสานต่อเป็นโครงการศึกษาวิจัยร่วมกันของนักวิชาการกลุ่มนี้ และในที่สุดได้มีผลการศึกษาสำเร็จออกมาตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ "Democracy at Risk: How Political Choices Undermine Citizen Participation, and What We Can Do About It" ในปี 2005 (พ.ศ.2548) โดย สตีเฟน มาซีโด (Stephen Macedo) และผู้แต่งร่วมซึ่งเป็นนักวิชาการชั้นนำทั้งสิ้นอีกเกือบ 20 คน
มาซีโดและคณะ พบว่าประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ใน "อันตราย" (risk) ภายใต้สภาวการณ์ที่ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชาวอเมริกันตกต่ำลงทั้งในแง่ปริมาณ (quantity) ของผู้เข้าร่วมทำกิจกรรม และคุณภาพ (quality) ของกิจกรรมทางการเมืองที่มีการดำเนินการกันอยู่ ตลอดจนความเสมอภาคเท่าเทียมกัน (equality) ของกลุ่มคนที่สามารถเข้าร่วมในกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ของกิจกรรมเหล่านั้นด้วย
ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมาสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสัดส่วนของผู้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมีแนวโน้มลดลงและตกต่ำอย่างมากในกลุ่มคนหนุ่มคนสาว กล่าวคือ ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ.1972 (พ.ศ. 2515) เป็นต้นมา ปรากฏว่าไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดเลยที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละ 60
ในขณะที่สัดส่วนผู้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนในการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ (Congress) ก็ลดต่ำลงจากที่เคยมีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 44 และร้อยละ 48 ในทศวรรษที่ 1950 และ 1960 ตามลำดับ มาอยู่ที่สัดส่วนโดยเฉลี่ยเกินกว่าร้อยละ 40 เพียงเล็กน้อยในทศวรรษที่ 1990
มาซีโดและคณะ อธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เกิดจากการออกแบบขั้นตอนและกระบวนการที่ไม่เหมาะสมของระบบการเมืองเอง เช่น ระบบการเลือกตั้งที่การหยั่งเสียงเพื่อหาตัวแทนพรรคการเมืองเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี (Primary Election) เป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนานเกินไปจนประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย
ในขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีชีวิตชีวา ขาดสีสัน เนื่องจากไม่มีการแข่งขันที่เข้มข้น ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องซ้ำซากจึงไม่สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและความเคลื่อนไหวของผู้สมัคร ไม่อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์หาเสียง และไม่ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนในที่สุด
นอกจากนี้ มาซีโดและคณะ ยังมองว่าการเมืองในสหรัฐอเมริกามีลักษณะเป็นการเมืองแบบถือข้าง (partisan politics) กล่าวคือ นักการเมืองข้างหนึ่งถืออุดมการณ์แบบรีพับริกัน (Republican) อีกข้างหนึ่งยึดอุดมการณ์แบบเดโมแครต (Democrat) นักการเมืองทั้งสองข้างเอาแต่เล่นการเมืองกันอยู่ในสภาภายใต้อุดมการณ์ของพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ทำให้ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับความสนใจนำไปพิจารณาแก้ไขอย่างจริงจัง
มาซีโดและคณะพบว่าประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องน่าชังและไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ คนอเมริกันในปัจจุบันจึงมีแนวโน้มที่จะแสดงออกว่าตนเป็นผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบกลางๆ (คือ ไม่ใช่ทั้งเดโมแครตและรีพับริกัน) แต่นั่นก็มิได้ทำให้การเมืองแบบถือข้างหมดไป ตรงกันข้ามกลับทำให้ความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองฝ่ายรุนแรงยิ่งขึ้น และเป็นการขัดขวางการทำงานร่วมกันระหว่างนักการเมืองสองพรรค
นอกจากการเมืองระดับชาติแล้ว ในมุมมองของมาซีโดและคณะยังพบว่า สถาบันทางการเมืองระดับท้องถิ่นเองก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความก้าวหน้าของประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่สหรัฐถือเป็นประเทศแม่แบบแห่งหนึ่งในการเป็นผู้คิดริเริ่มและนำรูปแบบการบริหารสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความถูกต้องดีงามของการแข่งขันทางการเมืองมาใช้ในการบริหารงานภาครัฐ
แต่จากข้อค้นพบของมาซีโดและคณะกลับปรากฏว่า องค์กรทางการเมืองระดับท้องถิ่นของสหรัฐในปัจจุบันได้หันไปให้ความสนใจกับรูปแบบการบริหารจัดการที่ยึดถือความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมากกว่าการให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นผลให้การดำเนินโครงการสำคัญๆ จำนวนมากในหลายต่อหลายพื้นที่ถูกริเริ่มและดำเนินการไปโดยปราศจากการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ และร่วมตรวจสอบของประชาชนในท้องถิ่น
กล่าวได้ว่า สิ่งที่กำลังท้าทายต่อความก้าวหน้าและยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยสหรัฐอเมริกาตามทัศนะของมาซีโดและคณะ ก็คือการออกแบบขั้นตอนและกระบวนการทางการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่ผิดพลาด จนไม่สามารถกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความสนใจและปรารถนาเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง





