"ปลัดมท."เร่งเบิกจ่ายงบค้างปี 57 กำชับหน่วยงานในสังกัดตั้งงบปี 58 ยึดสนองนโยบายคสช. เน้นคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2557 หลังจากได้รับนโยบายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสำนักงบประมาณแล้ว กระทรวงมหาดไทยได้กำชับทุกกรม รัฐวิสาหกิจ จังหวัดและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการทบทวนและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 โดยให้ดำเนินการตามระเบียบวัสดุ และต้องปฏิบัติตามหนังสือสั่งการของ คสช.และสำนักงบประมาณ โดยการบริหารงบที่ยังไม่ได้ดำเนินการ หรืองบที่คาดว่า จะเหลือจ่ายให้เป็นไปตามแนวทางที่ คสช.กำหนด ที่สำคัญการจัดซื้อจัดจ้างต้องดำเนินการตามหลักความคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด ดูความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ อะไรที่ต่อรองได้ก็ต้องต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์กับหน่วยราชการ แต่ก็ไม่ทำให้ผู้รับจ้างเดือดร้อน
นายวิบูลย์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558นั้น ได้มีการตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศว่า ต้องพิจารณาทบทวนร่างคำของบประมาณต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบกำหนด พร้อมทั้งปฏิบัติตามมาตรการของสำนักงบประมาณ และนโยบายของหัวหน้า คสช. โดยการดำเนินโครงการจะต้องคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องไม่ทำโครงการแบบกระจุก เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน โดยวงเงินคำของบประมาณแต่ละหน่วยงาน ให้เพิ่มได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของงบปี 57 แผนงานและโครงการที่ของบจะต้องบอกได้ว่าสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่สำคัญต้องไม่ให้มีข้อร้องเรียนหรือข้อครหาได้ว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ส่วนโครงการที่เป็นงบลงทุน จะต้องมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจัดสรรลงพื้นที่ต่างๆอย่างชัดเจน
"กระทรวงมหาดไทยยังได้เน้นย้ำว่าการตั้งงบประมาณนั้น จะต้องให้สอดคล้องกับนโยบายของคสช. และให้สอดคล้องกันตั้งแต่ระดับจังหวัด องค์กรปกครองท้องถิ่น กลุ่มจังหวัด จนถึงระดับชาติ นอกจากนั้นการตั้งงบประมาณไม่ควรตั้งราคาที่เกินความเป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ในวันอังคารที่ 17 มิ.ย.กระทรวงมหาดไทยจะประชุมกับสำนักงบประมาณ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งงบประมาณ และเมื่อจัดทำงบประมาณแล้วเสร็จก็จะผ่านกระบวนการไปยังหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของคสช. และเข้าสู่กระบวนการของสำนักงบประมาณต่อไปตามระยะเวลาที่กำหนด"นายวิบูลย์ กล่าว





