วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุวิจักขณ์'เข้ารายงานตัวไม่รู้สาเหตุคสช.ย้าย

"สุวิจักขณ์"เลขาฯสภาเข้ารายงานตัวสำนักปลัดสำนักนายกฯ ไม่รู้สาเหตุโดนคสช.ย้าย เผยงานสภาฯเดินหน้าต่อได้เพราะงบเหลือเฟือ

เมื่อเวลา 09.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าตนได้มารายงานตัวที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่รู้แปลกใจและพร้อมปฏิบัติตามสั่ง เมื่อมีคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ที่นี่ก็ยินดีไม่มีปัญหา ส่วนที่พรรคประชาธิปปัตย์ (ปชป.) มีการยื่นหนังสือให้มีการตรวจสอบตนนั้นก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เราสามารถชี้แจงได้ส่วนการชี้แจงกรณีต่างๆ

อาทิ การจัดซื้อพัสดุก็มีกรรมการที่ตั้งตามระเบียบพัสดุทุกประการ ทั้งกรรมการทีโออาร์ กรรมการจัดซื้อจัดจ้างชี้แจงและทุกโครงการก็มีการตรวจรับไปหมดแล้ว โดยไม่มีปัญหาอะไร โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องสำคัญๆ ก็ได้มีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการ เรื่องใดที่เราไม่รู้เรื่องก็มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมทำทีโออาร์ด้วย เช่นเรื่องนาฬิกามูลค่า 40,000 บาทก็มีการเชิญสำนักมาตรวิทยาเพราะเราไม่มีความรู้เรื่องดังกล่าว ง

ซึ่งได้มีการส่งเจ้าหน้าที่มาเขียนทีโออาร์ให้เรา ซึ่งนาฬิกาเป็นเรื่องเดิมตั้งแต่ในปี 2517 ซึ่งมีนาฬิกาทุกๆ ห้องประชุมภายในสภาฯ ที่เป็นระบบไฟฟ้าที่เดินตรงกันทุกเรือน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เป็นระบบดิจิตัลแล้ว นาฬิกาที่ใช้มาก็เกิดความชำรุดทรุดโทรมแต่เวลาเป็นเรื่องสำคัญในการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องของข้าราชการที่ต้องมีเวลาที่ตรงกันทุกช่อง เพราะต้องมีการจดและบันทึกรายงานการประชุมและเป็นศูนย์สืบค้นในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นทุกอย่างจึงทำตามระบบของราชการ

นายสุวิจักขณ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบสาเหตุและได้รับข่าวเรื่องการให้มาปฏิบัติหนัาที่ที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทางโทรทัศน์เช่นเดียวกัน ได้มีการประสานจากสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วว่าจะมารายงานตัว จึงได้มีการร่างหนังสือเพื่อยื่นรายวานตัวในวันนี้

เมื่อถามว่าสภาฯ จะสามารถเดินหน้าได้หรือไม่ ภายหลังจากมีคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายสุวิจักขณ์กล่าวว่า สามารถเดินต่อได้เพราะมีงบประมาณเหลือเฟือที่จะทำงานหากมีการมอบหมายงานให้สภาฯ สานต่อ ไม่ว่าจะเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสภาปฏิรูปในส่วนนี้รองเลขาฯที่รักษาอยู่ก็น่าจะดำเนินการต่อได้ ส่วนการย้ายตนมาที่สำนักนายกรัฐมนตรียังไม่ได้มีการมอบหมายงานเพียงแต่มารายงานตัว

เมื่อถามว่าสาเหตุการโยกย้ายน่าจะมาจากกระแสข่าวที่บอกว่ามีการทำงานเอนเอียง นายสุวิจักขณ์ กล่าวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีเจ้านายถึง 700 คน คือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 200 คนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อีก 500 คน เราเป็นกลไกให้กับการประชุมสภาฯ เราวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว โดยมีกฎคือการให้ข้าราชการรัฐสภาวางตัวเป็นกลาง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาก็ยังคงวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอยู่แล้ว และมีให้นโยบายแก่ข้าราชการรัฐสภาในทุกระดับว่าจะต้องวางตัวเป็นกลาง ซึ่งเป็นโยบายที่ตนได้พูดไว้ชัดเจน

เมื่อถามว่าอะไรที่ไม่ถูกใจฝ่ายการเมืองบ้าง นายสุวิจักขณ์ กล่าวว่า ไม่มีเพราะรู้จักกันหมด คนที่กล่าวหาตน ก็รู้จักกันเขาเป็นเจ้านายตน ซึ่งตนไม่เคยไปโต้ตอบแต่ในบางครั้งถ้าไม่โต้ตอบตนก็เกิดความเสียหายตลอด ซึ่งมีระเบียบราชการที่ทุกคนทราบดีไม่จำเป็นต้องไปโต้ตอบ และไม่รู้สึกอะไรเพราะชิน เนื่องจากทำงานที่สภาฯมา 37 ปีรู้ทุกอย่างว่าสภาฯ เป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะผ่านไปได้ด้วยดี รอสักระยะถึงให้คสช.ได้ปฏิรูปก่อน ประเทศไทยจึงน่าจะเดินหน้าต่อไปได้ดีและมั่นคง

เมื่อถามว่าตอนนี้ยอมรับสภาพแล้วหรือไม่ นายสุวิจักขณ์ กล่าวว่า ไม่ได้ยอมรับสภาพแต่ปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนจะได้กลับไปทำงานที่รัฐสภาอีกหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับคำสั่ง

เมื่อถามว่าหากมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะกลับไปทำงานที่สภาอีกหรือไม่ นายสุวิจักขณ์ กล่าวว่า คงเป็นหน้าที่ของรองเลขาธิการสภาที่มีอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการสภาทำหน้าที่ เช่นเดียวกับการสร้างรัฐสภาหลังใหม่ ทั้งนี้ตนเห็นว่ารองเลขาธิการสภาจะตั้งใจทำงาน โดยที่ผ่านมาในสมัยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภานั้นตนได้ดูแลกิจการสภาเป็นอย่างดีจนมีผู้นำประเทศหลายชาติมาเยือนรัฐสภาอย่างสมเกียรติ์ นอกจากนี้ตนเห็นว่าช่วงเวลานี้ควรหาโอกาสปฏิรูปสภาโดยเฉพาะการกำหนดระยะเวลาในการพิจารณากฎหมายให้ใช้เวลาน้อยลง เพราะขณะนี้มีกฎหมายค้างในสภากว่า 100 ฉบับ และเป็นกฎหมายที่สำคัญถ้าอยากรู้รายละเอียดให้ไปขอกฎหมายเหล่านี้ที่รัฐสภา

เมื่อถามว่าขณะนี้เป็นการเล่นเกมการเมืองมากไปหรือไม่ นายสุวิจักขณ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เกมแต่เป็นความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกันมากกว่า