คสช.ประกาศคำสั่งฉบับที่ 62/2557เด้งอสส.มาจาก"อิงการเมือง-ฟ้องคดีสั่งสลายชุมนุมปี 53"
จากที่ คสช.ได้มีประกาศ ฉบับที่ 62/2557 ให้นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และให้นายตระกูล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุด ลำดับที่ 1 รักษาราชการแทนไปพลางก่อนนั้น เหตุที่มีการสั่งย้ายดังกล่าว หากย้อนดูในช่วงที่มีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งมีคำสั่งคสช. หลายฉบับเรื่องการแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ออกมา จะเห็นได้ว่าส่วนใดที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงทางการเมือง ก็มีการปรับเปลี่ยน ทั้งปลัดกระทรวง เลขาธิการสภา ฯ หรือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำแหน่ง ผบ.ตร. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หน่วยงานยุติธรรมต้นน้ำ และล่าสุดอัยการสูงสุด หน่วยงานยุติธรรมกลางน้ำ
ขณะที่นายอรรถพล อัยการสูงสุด เป็นที่จับตามอง ตั้งแต่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 11 เมื่อวันที่ 1 ต.ค.56 เพราะการดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาที่ขณะนั้นอยู่ในช่วงยุคของรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งช่วงเวลานั้นลุ้นกันตัวโก่งว่านายอรรถพล จะผ่าน-ไม่ผ่าน เพราะการเมืองที่เกิดขึ้นแบ่งขั้วชัดเจน แต่วุฒิสภามีเสียงเอกฉันท์โหวตผ่านนายอรรถพล ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ทำให้มีการมองว่าการเมืองรับได้และจะใช้คล่องหรือไม่
กระทั่งเมื่อเขาได้รับตำแหน่ง ก็ประเดิมสั่งฟ้องคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องนักการเมือง ที่สำนวนค้างมาจากอัยการสูงสุดคนเก่า ซึ่งเขาได้ใช้อำนาจชี้ขาดสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการ กปปส.ข้อหาร่วมกันใช้ หรือก่อให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผล จากการที่ ศอฉ.มีคำสั่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่ชุมนุมนปช. ปี 2553 จุดนี้ทำให้มองว่าการแบ่งขั้วการเมืองยิ่งชัดเจนอีกหรือไม่
ในขณะที่การติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ นักโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คุก 2 ปี กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่ว่าจะในยุคนายอรรถพล อัยการสูงสุด หรืออดีตอัยการสูงสุดก่อนหน้านี้ แถมเมื่อในยุคนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด เคยมีคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกคนในคดีที่ถูกกล่าวหาร่วม 24 แกนำ นปช. ก่อการร้าย ปี 2553 จากการโฟนอินและวีดีโอลิ้งค์เข้ามาในพื้นที่ชุมชุม ที่ค้างเก่ามานานหลายปี โดยให้เหตุผลว่าเนื้อหาการโฟนอิน มิใช่การยั่วยุ ปลุกปั่นจะเข้าองค์ประกอบทางกกฎหมายนั้น หลายฝ่ายอาจมีความระแวงสงสัยว่า สีเสื้อในยุคความขัดแย้ง มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกันมากน้อยเพียงใด
รวมทั้งช่วงที่ กกต. นัดประชุม 7 องค์กร เพื่อจะหารือ หาทางออกประเทศช่วงการชุมนุม กปปส. สำนักงานอัยการสูงสุด ก็ดีดตัวเองออกมาชัดเจนว่าไม่ร่วมหารือ เพราะมีจุดยืนไม่เอี่ยวการเมือง แต่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะข้าราชการประจำ แต่อัยการพยายามสร้างผลงานในการช่วยเหลือทางกฎหมายยื่นฟ้องคดีให้ชาวนาโครงการรับจำนาข้าว
ดังนั้นการสั่งย้ายผู้บัญชาสูงสุด ของสำนักงานอัยการสูงสุดโดยคำสั่ง คสช. จึงอาจไม่สร้างความประหลาดใจมากนัก เมื่อมาถึงการล้างขั้วการเมืองในยุคที่ คสช.บอกจะปฏิรูปทุกภาคส่วน แม้นายอรรถพล อัยการสูงสุด จะบอกยัง “ งงๆ” และยังยืนยันว่า เป็นข้าราชการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติมาตลอด
ขณะที่นายตระกูล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุดอันดับที่ 1 ที่รักษาราชการแทนอัยการสูงสุด การทำงานเติบโตมาเป็นลำดับ เคยดูแลสำนักงานต่างประเทศของสำนักงานอัยการสูงสุด ไต่เต้าตั้งแต่ระดับอัยการจนถึงตำแหน่งอธิบดีฝ่ายต่างประเทศ ก่อนจะมาเป็นผู้ตรวจราชการ ฯ และรองอัยการสูงสุด
การทำงาน นายตระกูลเป็นบุคคลที่เก็บตัวจากสื่อ ไม่ค่อยนิยมแสดงตัวในการทำงานสักเท่าใด ซึ่งนายตระกูล ก็ถือเป็นศิษย์ นิติศาสตร์บัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ สำนักเดียวกับรุ่นพี่ นายอรรถพล ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งทางราชการของนายตระกูลจะครบเกษียณ 65 ปี ในปี 2558 พร้อมกับนายอรรถพล





