วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 แนวทางหนุนพรรคการเมืองเข้มแข็ง

2 แนวทางหนุนพรรคการเมืองเข้มแข็ง ยันพรรคการเมืองไทยอ่อนแออย่างน้อย 4 ประการ

ประเด็นการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบการเมือง ย่อมหนีไม่พ้นการปฏิรูป "พรรคการเมือง" ในฐานะสถาบันการเมืองที่มีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตย

ในเอกสารสรุปข้อมูลและผลการศึกษา "โครงการรัฐธรรมนูญกลางแปลง" ที่สถาบันพระปกเกล้าจัดทำร่วมกับมูลนิธิเอเชีย และได้ส่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับการปฏิรูปการเมืองและพัฒนาประชาธิปไตย ได้กล่าวถึงประเด็น "พรรคการเมือง" ไว้ในบทที่ 5 จาก 14 บทที่มีการศึกษา เขียนโดย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า

โจทย์ที่ตั้งเอาไว้ก็คือ การมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งย่อมเป็นพื้นฐานของการมีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง จึงได้ประเมินความเข้มแข็งของพรรคการเมืองไทย โดยใช้เกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่ หลักเกณฑ์เรื่องโครงสร้างของพรรคการเมือง หลักเกณฑ์เรื่องการรักษาวินัยของพรรค (party discipline) หลักเกณฑ์เรื่องการทำให้สาขาพรรคการเมืองเป็นกลไกเชื่อมโยงกับประชาชน และหลักเกณฑ์เรื่องการสนับสนุนทางการเงินให้กับพรรคการเมือง

ผลการวิเคราะห์ทั้งกฎหมายและข้อมูลที่เป็นทางการ พบว่า พรรคการเมืองไทยยังมีความไม่เข้มแข็ง (อ่อนแอ) อย่างน้อย 4 ประการ คือ

ประการแรก โครงสร้างของพรรคการเมืองไทยยังเป็นแบบ "รวมศูนย์อำนาจ"

ประการที่สอง พรรคการเมืองไทยยังมีปัญหาเรื่องการรักษาวินัยของพรรค

ประการที่สาม สาขาพรรคการเมืองยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำกิจกรรมทางการเมือง

ประการที่สี่ ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จากการสนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ ตกอยู่กับพรรคการเมืองใหญ่เพียงสองพรรค (สองขั้วอำนาจ)

สำหรับข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมืองไทยนั้น มี 2 ประการหลักๆ คือ

1.ควรเพิ่มมาตรการที่เป็นการส่งเสริมบทบาทของสาขาพรรคการเมืองให้มากขึ้น โดยบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้สาขาพรรคการเมืองมีการจัดโครงสร้างที่เอื้อต่อการแสดงบทบาทและทำหน้าที่เป็นกลไกที่สำคัญของพรรคเพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองในระดับพื้นที่หรือท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีแนวทางที่เป็นไปได้หลายแนวทาง เช่น

- กำหนดให้มีฝ่ายหรือส่วนงานที่มีภารกิจในเรื่องการทะเบียนสมาชิกพรรค สมาชิกสัมพันธ์และการประชาสัมพันธ์ การสำรวจประชามติ การระดมทุนเข้าพรรคการเมือง การรณรงค์การเลือกตั้ง งานวิชาการ แผนงาน โครงการ และการรับเรื่องราวและร้องทุกข์ อยู่ในโครงสร้างทางการบริหารของสาขาพรรคการเมือง และการพิจารณางบประมาณสนับสนุนกิจกรรมของพรรคการเมืองตามโครงการและแผนงานของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกิจกรรมของสาขาพรรคการเมืองดังกล่าว

- เพิ่มบทบาทของสาขาพรรคการเมืองในการคัดสรรตัวแทนของพรรคในการเลือกตั้ง ส.ส.ให้มากขึ้น โดยการเขียนในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้การพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบสัดส่วน เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและประธานสาขาพรรคการเมือง

2.ควรเขียนกฎหมายให้ลดหรือเลิกการจัดสรรเงินสนับสนุนตามมาตรา 75 แก่พรรคการเมืองเสียใหม่ จากที่ใช้เรื่องการไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เป็นเงื่อนไขในการลดสัดส่วน หรือยกเลิกการจัดสรรเงินสนับสนุน ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้เปรียบ มาใช้เงื่อนไขอื่นๆ ที่กระตุ้นให้พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กมีความกระตือรือร้นในการทำงานการเมืองมากขึ้นแทน

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองนั้น ต้องคำนึงถึงความสมดุลกันระหว่าง 2 หลักการ คือ หลักการที่มุ่งควบคุมให้พรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรเงินสนับสนุน นำงบประมาณที่ได้ไปใช้อย่างถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐ และหลักการที่มุ่งสนับสนุนให้พรรคการเมืองดำรงอยู่ โดยสามารถรักษาเจตนารมณ์และอุดมการณ์ทางการเมืองตามวิถีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างมั่นคง

ในบทที่ 6 ของเอกสารรายงาน "โครงการรัฐธรรมนูญกลางแปลง" เป็นเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรพิจารณาเช่นกันหากต้องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะโยงถึงการปฏิรูปการเมืองด้วย

เพราะสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิทธิพื้นฐานสำคัญของประชาชนตามหลักนิติรัฐ ซึ่งบุคคลย่อมมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายที่จะสามารถใช้สิทธิของตนขจัดข้อพิพาทและความขัดแย้งได้ด้วยกระบวนการยุติธรรม

ผลการศึกษาพบว่า แม้จะมีการรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมไวในรัฐธรรมนูญ และมีการจัดองค์กรที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมให้มีการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผลจริงและมีประสิทธิภาพ แต่กระบวนการยุติธรรมของไทยก็ยังมีปัญหาในการใช้สิทธิของประชาชนอยู่ ทั้งปัญหาในการใช้สิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ, ปัญหาขั้นตอนการดำเนินการที่สร้างภาระแก่ประชาชน, ปัญหาการเข้าถึงการช่วยเหลือจากรัฐในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่ทำได้ยาก ไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง

นอกจากนั้นยังมีปัญหาโครงสร้างของระบบกฎหมายที่ทำให้เกิดข้อพิพาท และประชาชนต้องเข้าสู่ระบบยุติธรรมโดยไม่จำเป็นหรือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหลายประการ เช่น การปรับปรุงระบบการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกลไกการช่วยเหลือจากรัฐโดยการทำให้ "กองทุนยุติธรรม" มีรายได้มากขึ้น

รวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาของกฎหมายและวิธีพิจารณาของศาลที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมนานเกินไป และมีกระบวนการลงโทษที่เหมาะสมกับสภาพสังคม ไม่ก่อภาระแก่หน่วยงานของรัฐเกินสมควร