องค์กรต้านคอร์รัปชัน หนุนคสช.ปฏิรูป พร้อมเสนอตั้งกรรมการชุดพิเศษสอบโครงการจำนำข้าวเป็นวาระเร่งด่วน
องค์กรต้านคอร์รัปชัน ออกแถลงการณ์หนุนคสช.ปฏิรูป วางโครงสร้างป้องกันการทุจริตในภาครัฐ เตรียมเสนอตั้งกรรมการชุดพิเศษสอบโครงการจำนำข้าวเป็นวาระเร่งด่วนในต้นสัปดาห์หน้า ไขปมขาดทุน 5 แสนล้าน หวังสาวให้ถึงอยู่เบื้องหลัง พร้อมผลักดันกฎหมายรองรับการทำสัญญากับต่างชาติ และกำหนดคุณสมบัติบอร์ดรสก.ห้ามข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมนั่งเป็นกรรมการ
หลังจากที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวให้เรียบร้อยภายใน 15-20 วัน ขณะที่กระทรวงการคลังได้สรุปยอดค่าใช้จ่ายในโครงการ พบว่ามีการขาดทุนถึง 5 แสนล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าขาดทุนจากส่วนใดบ้าง ซึ่งผลการตรวจสอบของป.ป.ช.ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเสนอให้คสช.ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาตรวจสอบโครงการนี้โดยเฉพาะ
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จะเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรับโครงสร้างและปฏิรูประบบการทำงานของภาครัฐ เพื่อสร้างกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชันในไทย โดยต้นสัปดาห์หน้า จะเสนอวาระเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้เลย 4-5 เรื่อง เช่น การเสนอให้ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา 1 ชุดเพื่อตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ที่มีข้อมูลออกมาว่าจะขาดทุนสูงถึง 5 แสนล้านบาท
"ในการตรวจสอบโครงการจำนำข้าว แม้จะมี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบอยู่ แต่ที่ผ่านมามีอุปสรรคเรื่องขอข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ แต่หากมีคณะกรรมการชุดพิเศษ ตามอำนาจของ คสช.เข้ามาตรวจสอบ ควบคู่ไปกับ ป.ป.ช. หรือจะให้อำนาจ ป.ป.ช.มากขึ้น จะทำให้การตรวจสอบรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้สาธารณะรับทราบข้อเท็จจริงโดยเร็ว ซึ่งโครงการนี้มีการทุจริต คอร์รัปชันเกิดขึ้น จึงต้องการให้สาวถึงคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด"
ต้านขรก.ยุติธรรมนั่งบอร์ดรสก.
เขากล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องจำนำข้าวแล้ว เรื่องเร่งด่วนที่จะเสนอคือคุณสมบัติของคณะกรรมการ (บอร์ด) ของรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ควรให้มีราชการที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ เพราะอาจจะมีการบิดเบือนในการตรวจสอบ พร้อมกับเห็นว่ารัฐวิสาหกิจควรจะมีระบบการเปิดเผยข้อมูลที่มากกว่านี้ หรือเทียบเท่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อความโปร่งใสในการทำงาน
ทั้งนี้ ข้อเสนอขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจะแบ่งเป็น 2-3 ระยะ คือ เรื่องเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้เลย มีทั้งเรื่องการตรวจสอบจำนำข้าว การทำงานของรัฐวิสาหกิจ และการผลักดันกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว เช่น กฎหมายรองรับการทำข้อตกลงกับต่างประเทศ รวมถึงกฎหมายที่ให้อำนาจการยึดทรัพย์สินจากการทุจริต คอร์รัปชันกลับมาได้ เป็นต้น ส่วนการแก้กฎหมายอื่นๆ อาจต้องใช้เวลา จึงเสนอเป็นมาตรการระยะกลาง หรือระยะยาว"
สำหรับโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งรถไฟรางคู่ และบางส่วนในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะการจัดซื้อจัดจ้าง ควรเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ตั้งแต่การทำทีโออาร์ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน และควรมีปฏิรูปวางกรอบการทำโครงการประชานิยมของรัฐบาลในชุดต่อๆ ไป จะต้องมีที่มาที่ไปของงบประมาณที่ชัดเจน หรือมีรายได้เพียงพอที่จะทำโครงการ ไม่ใช่พูดขึ้นมาลอยๆ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประเทศ
"การแก้ปัญหาทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา เรามาถึงทางตันที่ความขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถจบลงได้ หากมีวิธีที่ทำให้ความขัดแย้งยุติลงได้ ก็ต้องยอมรับและช่วยกันทำให้เกิดความสงบ และให้ประเทศมีทางออก"
หนุนคสช.แก้ปัญหาเร่งด่วน
ด้าน นายสมพล เกียรติไพบูลย์ รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า ชื่นชม คสช.ที่ได้แก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะการจ่ายเงินชาวนาได้อย่างรวดเร็ว แต่โครงการนี้มีสิ่งที่ตกค้าง และคาใจสังคมอยู่ คือ ข้อมูลที่กระทรวงการคลังแจ้งว่าโครงการนี้มีการขาดทุนถึง 5 แสนล้านบาท แม้ว่าป.ป.ช.จะมีการเร่งตรวจสอบอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อาจจะต้องใช้พลังพิเศษในการตรวจสอบ เพราะโครงการนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนไทยเท่านั้น แต่ต่างประเทศก็จับตาดูอยู่
"เป็นไปได้หรือไม่ว่า คสช.จะมีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดในอดีตว่ามีการขาดทุน 4-5 แสนล้านบาทจริงหรือไม่ แล้วเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนรับทราบ ควบคู่ไปกับการทำงานของป.ป.ช.เพราะบางครั้งป.ป.ช.ไม่สามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานรัฐได้ แต่คสช.มีอำนาจที่จะเอาข้อมูลมาได้เลย"
สำหรับแถลงการณ์ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน มีใจความว่า สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสมที่จะปฏิรูปมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยการปิดช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชันให้ได้ ทั้งระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติการ ครอบคลุมโครงการระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่สำคัญที่สุด จะต้องมีหน่วยงานที่เข้มแข็ง และมีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันจริงจัง
ระหว่างที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามามีบทบาทในการสร้างความสามัคคีและความสงบสุขให้กับประเทศชาตินั้น ได้ดำเนินนโยบายที่เน้นความโปร่งใสและรวดเร็วโดยการสั่งการปลดล็อกเรื่องด่วนในหลายโครงการ เช่น จ่ายหนี้จำนำข้าวชาวนา ให้เสร็จใน 20 วัน พร้อมเปิดเผยความเสียหายและการทุจริตในโครงการจำนำข้าว ออกใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรม (ร.ง. 4) ที่ถูกต้องและยังติดค้างอยู่ ทบทวนโครงการที่ใช้งบประมาณสูงและเป็นธรรม
ส่วนโครงการที่ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถเมล์ NGV ของ ขสมก. 3,000 คัน และแผนการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เป็นต้น
ชง4เรื่องเร่งด่วนต้านคอร์รัปชัน
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สนับสนุนการดำเนินการของ คสช. ดังกล่าว และเสนอข้อเสนอเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่องคงไม่เพียงพอ ควรมีการปรับโครงสร้างกลไกกระบวนการทำงานภายในให้รากฐานที่แข็งแรง เพื่อสร้างโครงสร้างต่างๆ ขับเคลื่อนไปได้อย่างโปร่งใส และเป็นรูปธรรมในอนาคต ดังนั้นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ขอเสนอให้ คสช. พิจารณาดำเนินการในประเด็นต่อไปนี้ อย่างเร่งด่วน ดังนี้
1.แก้ไขกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคของหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และทำระบบเคลื่อนแผนปฏิบัติการให้รากฐานที่ป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าบุคคลที่เข้ามามีอำนาจจะเป็นใครก็ตาม
2.ส่งเสริมและให้อำนาจองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สามารถทำงานได้อย่างมีอิสระและประสิทธิภาพ
3.ส่งเสริมและสร้างกลไกให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐให้เป็นอย่างโปร่งใส เช่น ปรับปรุงกระบวนการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้สะดวกและรวดเร็ว กำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมในโครงการจัดซื้อจัดจ้างสำคัญๆ ของภาครัฐ
จี้ปฏิรูประบบเลือกตั้ง
4.ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ส.ส. และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความโปร่งใส เพื่อให้ได้ผู้นำประเทศบริหารบ้านเมืองโดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบ และสำนึกรู้ชอบชั่วดี เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่สภา
ทั้งนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน มีความพร้อมที่จะเป็นองค์กรหนึ่งในการร่วมทำงานและผลักดันงานปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ได้ศึกษารูปแบบการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน ร่วมกับภาคีเครือข่ายนานาประเทศ และได้นำเสนอประเด็นสำคัญๆ ไว้ในหลายเวทีที่ผ่านมาแล้ว





