ความต่าง'ศาลทหารในเวลาปกติ-ไม่ปกติ'

ความต่าง'ศาลทหารในเวลาปกติ-ไม่ปกติ'

ความต่าง"ศาลทหารในเวลาปกติ-ไม่ปกติ" ไม่เกิน 3 ปีคุกทหาร..เกิน 3 ปีคุกพลเรือน

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 11/2557 และ 37/2557 ที่ให้โอนคดี 3 ประเภท ได้แก่ 1.คดีความผิดเกี่ยวกับสถาบัน 2.คดีความผิดต่อความมั่นคง 3. คดีฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของ "ศาลทหาร" ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ศาลทหารมีระบบการพิจารณาคดีอย่างไร และมีระบบระเบียบแตกต่างจากศาลพลเรือนอย่างไรบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายในกองทัพให้ความรู้ว่า ศาลทหารมี 2 ประเภท คือ 1.ศาลทหารในเวลาปกติ 2.ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ทั้งนี้ สำหรับศาลทหารในเวลาปกติจะมีกระบวนการพิจารณาคดีเหมือนกับศาลพลเรือนทั่วไปแทบทุกประการ โดยศาลทหารในเวลาปกติจะมีทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา และมีระบบการพิจารณาคดีเหมือนกับศาลพลเรือนทุกประการ

1.ศาลชั้นต้น ในระบบศาลทหาร ได้แก่ ศาลทหารกรุงเทพ ในกรมพระธรรมนูญ ถนนหลักเมือง, ศาลมณฑลทหาร, ศาลจังหวัดทหาร 2.ศาลอุทธรณ์ ซึ่งในระบบศาลทหาร คือ ศาลทหารกลาง ในกรมพระธรรมนูญ ถนนหลักเมือง และ 3.ศาลฎีกา ซึ่งในระบบศาลทหาร คือ ศาลทหารสูงสุด ในกรมพระธรรมนูญ ถนนหลักเมือง

อย่างไรก็ตาม ในเวลา "ไม่ปกติ" เช่น มีภาวะสงคราม หรือมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกจะมีการโอนคดีบางประเภทมาขึ้นกับศาลทหาร โดยจากประกาศ หรือคำสั่งคสช. ฉบับที่ 11 และ 37 ที่ให้คดีความมั่นคง, คดีฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. และคดีเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ มาอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ก็ถือว่าเป็นกระบวนการปกติของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายกองทัพอธิบายขอบเขตของคดีในศาลทหารแบบง่ายๆ ว่า หมายถึงคดีที่ผู้กระทำผิดเป็นทหาร และเวลาที่กระทำผิดยังเป็นทหารอยู่ เช่น พลทหาร ก. ไปตีหัวนายดำ ในวันนี้ แต่พรุ่งนี้พลทหาร ก. จะปลดประจำการแล้ว ก็ถือว่า พลทหารก. กระทำความผิดในขณะที่เป็นทหาร และแม้ว่าจะปลดประจำการไปแล้ว พลทหาร ก. ก็ต้องกลับมาขึ้นศาลทหาร เป็นต้น

แต่ในบางกรณี เช่น พลทหาร ก. พลทหาร ข. และนายแดง ไปร่วมกันลักทรัพย์ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งในคดีมีทั้งทหารและพลเรือนถือว่าเป็น "คดีปะปน" ถ้าพนักงานสอบสวนเขียนสำนวนเสร็จก็จะต้องส่งอัยการส่งฟ้อง "ศาลพลเรือน" ไม่ต้องแยกส่งระหว่างศาลทหารกับศาลพลเรือน

ส่วนกระบวนการพิจารณาคดีในศาลทหาร เจ้าหน้าที่ "ตำรวจ" ก็ทำหน้าที่เป็น "พนักงานสอบสวน" ตามปกติ แต่ต้องส่งสำนวนให้ "อัยการทหาร" ส่งฟ้องไปยังศาลทหาร แต่ระบบการพิจารณาคดีจะเหมือนกับศาลพลเรือนทุกประการ เช่น สามารถแต่งตั้งทนายที่เป็นพลเรือนได้, ศาลสามารถมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ และเป็นการพิจารณาโดยเปิดเผย สามารถเข้ารับฟังได้

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายในกองทัพอธิบายความหมายของคำว่า "เวลาไม่ปกติ" โดยอ้างอิงตาม มาตรา 36 ของ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 "ในเวลาไม่ปกติ คือ ในเวลาที่มีการรบหรือสถานะสงครามหรือได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก

ศาลทหารซึ่งมีอยู่แล้วในเวลาปกติ คงพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ตามอำนาจ แต่ถ้าผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ประกาศหรือผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาใดๆ อีก ก็ให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามประกาศหรือคำสั่งนั้นได้ด้วย"

ทั้งนี้ ศาลทหารในเวลาไม่ปกติยังมีกระบวนการพิจารณาคดีส่วนใหญ่เหมือนศาลทหารในเวลาปกติ แต่จะมีแนวทางปฏิบัติในบางข้อที่ไม่เหมือนกัน เช่น การพิจารณาคดีจบภายในศาลเดียว ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ และฎีกาได้ ส่วนในการพิจารณาคดี ศาลจะอนุญาตให้เข้าร่วมรับฟัง หรือสั่งให้เป็นการพิจารณาแบบลับก็ได้

โดยข้อปฏิบัติดังกล่าวอยู่ในมาตรา 61 ของพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 61 วรรคสอง ที่ระบุว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ และศาลอาญาศึกหรือศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีแทนศาลอาญาศึกตามมาตรา 40 และมาตรา 43 ห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา

เมื่อถามถึงกรณีที่เป็นผู้ต้องหา "พลเรือน" ที่กระทำผิดในเขตอำนาจศาลทหาร เช่น คดีครอบครองอาวุธสงครามที่ จ.ลพบุรี หรือ จ.สมุทรสาคร คดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. เช่น การชุมนุมทางการเมือง และคดีหมิ่นสถาบันนั้นจะถูกส่งไปจองจำที่ใด หากศาลทหารพิพากษาว่ามีความผิด

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายในกองทัพตอบว่า หากศาลมีคำพิพากษา หรือที่เรียกว่า "เซ็นหมายแดงแจ้งโทษ" แล้ว หากมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ก็จะถูกจำคุกในเรือนจำทหารในศาลทหารกรุงเทพ ศาลจังหวัดทหาร และเรือนจำมณฑลทหาร แต่ถ้าอัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปี ก็จะถูกส่งไปจำคุกในเรือนจำพลเรือนตามปกติ

กล่าวโดยสรุปคือ กระบวนการพิจารณาคดีของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เมื่อตำรวจเขียนสำนวนเสร็จแล้ว ก็ส่งสำนวนให้อัยการทหารตรวจสำนวนแล้วส่งฟ้องศาลทหาร เมื่อศาลประทับฟ้องแล้วจะใช้การพิจารณาเพียงศาลเดียว คือ ศาลทหารชั้นต้น ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ และฎีกาได้

เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ถ้าอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เช่น การไม่มารายงานตัวต่อคสช. ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็จะส่งเข้า "เรือนจำทหาร" แต่ถ้าอัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปี เช่น คดีอาวุธสงคราม หรือความผิดเกี่ยวกับสถาบัน ก็จะถูกส่งเข้า "เรือนจำพลเรือน" โดยลูกเมีย หรือญาติพี่น้องสามารถเข้าเยี่ยมได้ตามวัน และเวลาที่กำหนด