วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โรดแมพ'ประยุทธ์'

โรดแมพ "ประยุทธ์" ยึดเอง-บริหารเอง หรือเปิดทางวุฒิคัดนายกฯ?

สิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจและจับตามองอย่างใกล้ชิดไม่แพ้เบื้องหลังการยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทยก็คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะปกครองและบริหารจัดการประเทศนี้ต่อไปอย่างไร

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่แถลงออกมาชัดๆ จึงยังมีความคลุมเครือค่อนข้างสูง

ข้อมูลเปิดที่นำมาวิเคราะห์ได้ก็คือ ประกาศ คสช.ฉบับที่ 10 ให้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และประกาศ คสช.ฉบับที่ 11 เรื่องการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 (เป็นการยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 5 ที่ให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงชั่วคราว) แต่ให้ยกเว้นหมวด 2 และให้วุฒิสภา ศาล ตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

สืบเนื่องจากประกาศ คสช.ฉบับที่ 10 ล่าสุดมีการตั้งคณะบุคคลเข้าบริหารราชการแผ่นดินชั่วคราว ให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับผิดชอบงานคนละด้าน คุมงานคนละ 6-7 กระทรวง/หน่วยงาน

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ยังคงถามกันให้แซดก็คือ คณะบริหารประเทศชั่วคราวคณะนี้ จะกลายร่างเป็นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทยหรือเปล่า?

จากการพิจารณาประกาศ คสช.ฉบับที่ 11 ประกอบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงที่ทำงานใกล้ชิดกับกองทัพ ได้รับการยืนยันว่ารูปแบบการรัฐประหารเที่ยวนี้ยังถือเป็น "รัฐประหารครึ่งใบ" คือมีการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลรักษาการจริง แต่ไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และยังคงสถาบันที่เป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยไว้ คือ วุฒิสภา ในฐานะผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และ ศาลกับองค์กรอิสระ ในฐานะผู้ใช้อำนาจตุลาการ

นอกจากนั้น คสช.หรือคณะปกครองประเทศชั่วคราวก็ไม่ได้ยึดอำนาจบริหารไว้แบบเบ็ดเสร็จ ทว่าได้กระจายให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีกระทรวงของตน เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่เสมือนเป็นนายกฯชั่วคราวเท่านั้น

"การดำเนินการของ ผบ.ทบ.ก็เพื่อทำให้เกิดช่องทางนำเรื่องสำคัญๆ ขึ้นทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการได้เท่านั้น เพื่อเปิดทางให้การบริหารประเทศเดินหน้าต่อไป หลังจากที่รัฐบาลรักษาการและผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจเต็มตรงนี้ หรืออาจมีแต่ก็ไม่ยอมดำเนินการ ซึ่งก่อนการยึดอำนาจ ผบ.ทบ.ได้ขอร้องให้รัฐบาลลาออกเพื่อให้เกิดสุญญากาศและช่องทางให้การเมืองขยับต่อไป แต่รัฐบาลก็ไม่ยินยอม ผบ.ทบ.จึงจำเป็นต้องทำรัฐประหาร" แหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุ

แหล่งข่าวรายนี้ เผยต่อว่า การคงวุฒิสภาเอาไว้ สอดคล้องกับมติคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ที่ชี้ว่าการประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภานั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นหลังจากนี้จึงเป็นที่คาดหมายว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะนำชื่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จากนั้นก็ให้วุฒิสภา ซึ่งถือว่ามีความยึดโยงกับประชาชน เพราะมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งถึง 76 คนจาก 150 คน ทำหน้าที่ในฐานะสภานิติบัญญัติเพื่อสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อไป โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะไม่ตั้งนายกรัฐมนตรีเอง

"ถือว่าเป็นกระบวนการรับไม้ต่อ คือ คสช.ส่งไม้ให้วุฒิสภาตั้งนายกฯ จากนั้นนายกฯก็รับไม้ต่อบริหารประเทศต่อจากคณะปกครองประเทศชั่วคราว ทั้งนี้เมื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานวุฒิสภา ก็จะมีขั้นตอนการเปิดประชุม และกระบวนการเรียกประชุม ส.ว.เพื่อสรรหานายกฯก็จะเริ่มขึ้น เมื่อได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอีกครั้ง จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการตั้งคณะรัฐมนตรี คาดว่าภายในเดือนหน้า (มิ.ย.) จะเรียบร้อยทั้งหมด"

แหล่งข่าวย้ำว่า จนถึงขณะนี้ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงต้องการเพียงสถานะนายกฯชั่วคราวเพื่อเปิดช่องให้สามารถทูลเกล้าฯเรื่องสำคัญๆ ให้การบริหารราชการแผ่นดินเดินหน้าได้เท่านั้น ส่วนกระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่และ ครม.ชุดใหม่ จะใช้กระบวนการตามกฎหมายปกติ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะการมีวุฒิสภาที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน

สำหรับแนวทางการดำเนินการด้านกฎหมายทั้งหมด นอกจากผ่านการระดมสมองและวางแผนจากทีมเสนาธิการของ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ยังมีมือกฎหมายคนสำคัญในวุฒิสภาและมือกฎหมายชั้นนำของประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

กระนั้นก็ตาม ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ อาจตัดสินใจเลือกเป็น "โรดแมพประเทศ" นับจากนี้ไป ก็คือ "ยึดเอง-บริหารเอง" เพื่อปิดจุดอ่อนที่นำไปสู่ความล้มเหลวของการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วเลือกใช้บริการ "รัฐบาลขิงแก่" จนพ่ายแพ้ในแง่ยุทธศาสตร์ เพราะสร้างกระแสนิยมในหมู่ประชาชนไม่ได้

แถม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกฯฝ่าวิกฤติในช่วงนั้น ยังเป็นอดีตองคมนตรี และเป็นนายทหารรุ่นพี่ของ พล.อ.สนธิ ทำให้ประธาน คมช.สั่งการนายกฯไม่ได้

หนำซ้ำสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ยังกลายเป็นระบบโควตา และนำไปสู่ความขัดแย้งกันเอง รวมทั้งความขัดแย้งกับรัฐบาลขิงแก่ จนถึงขั้นเปิดอภิปรายในอารมณ์เหมือน "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" เล่นงานนายกฯกันเลยทีเดียว

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จึงแบ่งงานในวาระเฉพาะหน้าออกเป็น 2 กลุ่มงานใหญ่ๆ คือ กลุ่มงานบริหารราชการแผ่นดิน แยกเป็น 5 ฝ่าย มอบให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพกระจายกันดูแล และกลุ่มงานรักษาความสงบเรียบร้อย มอบหมายให้กองทัพภาคและกำลังพลของทุกเหล่าทัพขึ้นควบคุมทางยุทธการ รวมทั้งมีแผนจะตั้ง "สภาปฏิรูป" เพื่อวางแนวปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง (ซึ่งยังไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน) ด้วย

ที่สำคัญระหว่างการชี้แจงคณะทูตานุทูตและหัวหน้าส่วนราชการ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะให้ความชัดเจนว่าจะคืนอำนาจให้กับประชาชนเมื่อใด และจะตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล หรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ ทำให้กระแสข่าวเรื่อง "ยึดเอง-บริหารเอง" ยิ่งมาแรง

สุดท้ายคงต้องขึ้นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ชายที่ฮอตที่สุดในชั่วโมงนี้ ว่าจะตัดสินใจเลือกแนวทางไหน!