นศ.กลุ่มดาวดิน มข. แถลงการณ์ไม่เอารัฐประหาร นิสิต มมส. กลุ่มหนึ่ง ถือป้ายประท้วงไม่เอาทหาร
เมื่อเวลา 18.00 น. ได้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นกลุ่มหนึ่ง ได้นำเอาป้ายต่อต้านการทำรัฐประหารของทหาร มาติดหน้ารถถังของทหารจากค่ายพล.ร.8 ขอนแก่น พร้อมกับถ่ายภาพ โดยระบุว่าไม่เอารัฐประหาร อยากให้ประเทศไทยเดินไปตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีคนสนใจและถ่ายภาพด้วยจำนวนมาก โดยประชาชนที่เห็นต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมมีคนกล้าหาญออกมาดำเนินการเช่นนี้
โดย 1 ในกลุ่มนักศึกษาระบุว่า ต้องการแสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน เพราะประเทศไทยปกครองระบบประชาธิปไตย ควรจะให้การเมืองเป็นตัวจัดการปัญหาประเทศ ไม่ใช่เอากองกำลังทหารออกมาเช่นนี้
ขณะเดียวกันได้มีแถลงการณ์จากกลุ่มนักศึกษาเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) ออกแถลงการณ์ ประกาศถึงคณะรัฐประหาร ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมและประชาชนคนทั่วไป ย้ำสารของคณะราษฎรในวันเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิ.ย.2475 ระบุ "ประเทศนี้เป็นของประชาชน และเราจะต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้ เราต้องการเห็นประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ถ้อยคำอมตะนี้ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแท้จริง"
โดยเนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่าประวัติศาสตร์การเดินทางของระบอบประชาธิปไตยในไทยได้เริ่มตั้งต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยกลุ่มการเมืองหนึ่งนามว่า “คณะราษฎร” พร้อมกับในวันแห่งประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้มีการถือกำเนิดขึ้นของถ้อยคำอมตะ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ปรากฏในมาตราแรกของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับแรกของประเทศไทยซึ่งผู้ก่อการปรารถนาจะให้ถ้อยคำนี้อยู่คู่กับการเมืองของประเทศไทยไปชั่วฟ้าดินสลาย ถ้อยคำดังกล่าวได้ถูกเปล่งเสียงไปยังผู้มีอำนาจแต่เดิมทั้งหลายว่า บัดนี้หลังจากวันนี้เป็นต้นไป “อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย”
แต่จนกระทั่งวันนี้วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 อันเป็นวันที่สองของการก่อกบฏ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธปืนและกองกำลังทหารเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศไทย กดหัวประชาชน โดยปราศจากความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น เป็นที่ปรากฏต่อสายตาพวกเราแล้วว่าจนกระทั่งวันนี้ถ้อยคำดังกล่าวที่ถูกประกาศในวันนั้นยังคงถูกย่ำยีและทำลายล้างโดยกองทัพที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นกองทัพที่มีอุดมการณ์อยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ในวันนี้พวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่และนิ่งดูดายกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ ควรรำลึกและขอโทษ รวมถึงควรรู้สึกผิดต่อบรรดาวีรชนสามัญชนที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยจารึกชื่อไว้ แม้ได้อุทิศชีวิตและวิญญาณของตัวเองสละไปเพื่อต้องการทำให้ถ้อยคำอมตะนี้ปรากฏขึ้นจริงในประเทศไทย กี่คนที่ตายในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม กี่คนที่ตายในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม กี่คนที่ตายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กี่คนที่ตายในเหตุการณ์พฤษภา 53 เป็นจำนวนหลายร้อยหลายพันดวงวิญญาณที่ตายไปเพื่อประชาธิปไตย กี่รัฐประหารแล้วที่ได้ทำลายล้างประเทศเรา คำถามหนึ่งที่ควรจะถามในวันนี้คือ พวกเราควรจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้แล้วหรือยัง ว่าเราประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจของประเทศควรจะต้องยืนขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรี หมดความอดทน และหลุดออกจากความชาชินกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ พวกเราจะต้องแสดงออกอย่างเปิดเผยต่อเหล่าบรรดาปีศาจร้ายที่กัดกร่อนจิตวิญญาณประชาธิปไตยของสังคมไทยว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” เราจะไม่ยอมให้ถ้อยคำเหล่านี้ถูกปล้นชิงจากเราอีกต่อไปแล้ว เพื่อดวงวิญญาณทุกดวงที่สูญสลายไป เพื่อดวงวิญญาณอีกหลายดวงที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ทางกลุ่มนักศึกษาเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) จึงขอประกาศไปยังคณะรัฐประหาร ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมและประชาชนคนทั่วไปว่า
“ประเทศนี้เป็นของประชาชน และเราจะต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้ เราต้องการเห็นประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ถ้อยคำอมตะนี้ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแท้จริง”
อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย กลุ่มนักศึกษาเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม 23 พฤษภาคม พ.ศ.2557
มหาสารคาม นิสิต มมส. ถือป้ายประท้วงไม่เอาทหาร
เมื่อเวลา 18.00 น.ที่ผ่านมา ได้มีนิสิต จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวนหนึ่ง ได้ถือป้าย ไม่เอาทหาร ไม่เอารัฐประหาร มายืนถือและถ่ายรูปหน้าป้ายมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อแสดงออกทางการเมืองว่าไม่ต้องการการยึดอำนาจของทหาร ให้ทหารเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเอง ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่ผ่านไปมาจำนวนมาก เพราะไม่คิดว่าในภาวะที่ประกาศกฎอัยการศึกแบบนี้จะมีคนกล้าออกมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้
เรื่องนี้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คนหนึ่งกล่าวว่า เป็นการแสดงออกของนิสิตตามที่พวกเขาคิด และทำ การแสดงออกไมได้รุนแรงแต่อย่างใดแต่ต้องการนำเสนอให้ทุกคนเห็นว่ามีบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของทหาร ซึ่งเป็นปกติของการปกครองระบบประชาธิปไตย .





