"ประยุทธ์" ตั้งทหารคุมทุกกระทรวง ทำหน้าที่ "นายกฯ" ดู สนง.งบ-สตช. ดัน "บิ๊กต๊อก" คุมยุติธรรม เน้นงานจะต้องมีความสัมฤทธิ์ผล
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร.พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะรอง คสช. และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ.ในฐานะ เลขา คสช. พบปะพูดคุยกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงต่าง ๆ และระดับอธิบดีกรม ที่เดินทางมารายงานตัว
ในระหว่างการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จากนี้ไปให้ปลัดทุกกระทรวง ทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรี โดยมีข้าราชการประจำเป็นผู้ขับเคลื่อนงาน ซึ่งจะแบ่งงานออกเป็น 6 กลุ่มงาน เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ 1.กลุ่มงานความมั่นคง มีพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผบ.สูงสุด ในฐานะ รองหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้าฝ่าย และมี พล.อ.อักษรา เกิดผล เสธ.ทบ. รองหัวหน้าฝ่ายดูแล 4 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงกลาโหม(กห.) กระทรวงมหาดไทย(มท. ) กระทรวงการต่างประเทศ(กต.) กระทรวงเทคโลโนยีสารสนเทศและการศึกษา (ทก. )
2.กลุ่มงานสังคมและจิตวิทยา มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. ในฐานะรองหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้าฝ่าย มี พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รองเสธ ทบ. เป็น รองหัวหน้าฝ่าย รับผิดชอบ 7 หน่วยงาน คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)กระทรวงศึกษาธิการ ศธ. สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโลโนยี วัฒธรรม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา(กก.)
3.กลุ่มงานเศรษฐกิจ มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ในฐานะรองหัวหน้า คสช.เป็นหัวหน้าฝ่าย และ มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นรองหัวหน้าฝ่าย รับผิดชอบ 7 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงานกระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคม
4. กลุ่มงานฝ่ายกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าฝ่าย และมี พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสธ ทบ. เป็นรองหัวหน้าฝ่าย รับผิดชอบ3 หน่วยงาน คือ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง. )
5.กลุ่มกิจการพิเศษ มี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะรองหัวหน้า คสช.เป็นหัวหน้าฝ่าย และมี พล.ท.สุชาติ หนองบัว ผู้ช่วยเสธ ทบ.ฝ่ายกำลังพล เป็นรองหัวหน้าฝ่าย รับผิดชอบ 20 หน่วยงาน คือ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.)สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี( สปน. )กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.)สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค( สคบ. ) สำนักนายกรัฐมนตรี
สำนักงานราชเลขาธิการ( สนร. )สำนักพระราชวัง สำนักงานพระพุทธแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ( กปร)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ราชบัญฑิตสถาน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
6.ส่วนงานขึ้นตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช. มี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช. ) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.)
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังชี้แจงถึงอำนาจหน้าที่ของ คสช.ที่ได้แบ่งงานเป็น 3 ระดับ 1.ระดับนโยบายที่มี คสช.ประกอบด้วย หัวหน้า คสช. รองหัวหน้า คสช.ทั้ง 4 ท่าน และเลขา คสช. 1 ท่าน รวมถึงคณะที่ปรึกษาและประสานงานด้านความมั่นคง 2. ระดับแปรงนโยบายไปสู่การปฎิบัติ คือ กลุ่มงานทั้ง6ด้าน 3.ระดับปฎิบัติ คือ ส่วนราชการขึ้นตรงกับ คสช. เช่น กระทรวงต่างๆและกองกำลังนักษาความสงบ
ทั้งนี้อำนาจหน้าที่ในระดับนโยบายคสช. มีหน้าที่กำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนโยบายเฉพาะหน้า และนโยบายระยะยาว นอกจากนี้ได้แบ่งอำนาจหน้าที่ให้กับสำนักเลขาธิการ คสช. ที่มี พล.อ.อุดมเดช เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด รับผิดชอบหน่วยงายราชการที่ขึ้นตรงกับหัวหน้า คสช.รวมทั้งกำกับดูแลการปฎิบัติงาน คมช. โดยมี พล.ท.ชาติอุดม ติตถะสิริ รองเสธ ทบ. เป็นรองเลขา คสช.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า จากนี่ไป คสช.จะกำกับดูแลสนับสนุนเต็มที่ในทุกด้านเพื่อขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้าจะทำงานแบบสื่อสารสองทาง จากล่างถึงบนและจากบนถึงล่าง งานจะต้องมีความสัมฤทธิ์ผล คือจับต้องได้ เป็นรูปธรรม
หลังจากนั้นเวลา 16.00น. พล.อ.ประยุทธ์ ได้เชิญคณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ผู้ช่วยทูตทหารทุกเหล่าทัพ ที่ประจำประเทศไทยทั้งหมด 87คน จาก 58 ประเทศ โดย มีระดับเอกอัคราชทูต จำนวน 21 คน และ ผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศจำนวน 22 คน


