"ประสาร" ผู้ว่าฯธปท. ปฏิเสธนายกคนกลาง แนะทหารเร่งชี้แจงเหตุยึดอำนาจให้โลกและประชาชนเข้าใจพร้อมระบุแนวทางให้ชัดเจน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าตนเป็นหนึ่งในตัวเก็งที่ถูกทาบทามให้เป็นนายกคนกลางนั้นนายประสารกล่าวเพียงว่าเป็นงานที่ไม่ถนัดเลย ส่วนจะได้รับการทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือไม่นั้นเขาได้แต่หัวเราะ
สำหรับความกังวลในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารวานนี้ว่า ความสำคัญอันดับแรกในเวลานี้อยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการอธิบายเหตุผลให้กับประชาชนรวมถึงต่างประเทศรับทราบและแนวทางต่อไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าความตั้งใจของทหารคงไม่อยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ไปตลอด และที่ผ่านมาทหารได้ใช้ความอดทนมาเป็นเวลา 6-7 เดือนแล้ว แม้ว่าที่ผ่านมา จะมีเสียงเรียกร้องให้ทหารออกมาหลายครั้ง จนล่าสุดได้มีการเชิญคู่ขัดแย้งมาคุยกัน แต่ก็ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้
"ที่ผ่านมาประเทศไทยผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมาหลายครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 3 เดือนหรือ 5-6 เดือน อยู่ที่ผู้ที่เข้ามาปกครองจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร หากภาพพจน์ออกมาว่าทหารอยากได้อำนาจหรือรวบอำนาจก็เสร็จ เพราะโลกไม่ยอมรับ แต่หากอธิบายได้ว่ามีการเชิญทุกฝ่ายมาหาทางออกแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เวลานี้สำคัญมากในการอธิบายให้ชาวโลกและคนไทยเข้าไจ"
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาการเมืองคือบรรยากาศความเขื่อมั่นที่ได้รับผลกระทบมาก ทำให้การเติบโตในปีนี้น่าจะอยู่นะดับต่ำ แต่ไม่ได้เป็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจยังดี ทั้งการส่งออก อัตราเงินเฟ้อ การให้สินเชื่อหรือฐานะของธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ต้องระวังธุรกิจขนาดเล็กอย่างเอสเอ็มอี ที่สายป่านสั้นถูกกระทบได้ รวมถึงภาคครัวเรือยที่รายได้ต่ำแต่ก่อหนี้มากจะต้องเข้าไปติดตาม
"หากพื้นฐานเศรษฐกิจดีการเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ไม่ยาก เชื่อว่าเศรษฐกิจก็จะฟื้นได้ แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอคือการจัดตั้งรัฐบาลที่จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมาหากจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อยความเชื่อมั่นคงไม่กระทบมากนัก และอีกเรื่องสำคัญคือการคืนเงินให้ชาวนาก่อน อันนี้แย่ที่สุดแล้ว เรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันเป็นเรื่องๆ"
นายประสารกล่าวถึงกรณที่มอร์แกนสแตนเลย์มองว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าถึง 37 บาทต่อดอลลาร์นั้นเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น โดยในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่า โดยค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่ามีเสถียรภาพพอควร ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลเล็กน้อย ดุลบัญชีเงินทุนอาจะได้รับผลกระทบบ้างหากมีการขายหุ้นและพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติแต่ไม่น่าจะกระทบมากนักเนื่องจากประเทศไทยยังมีเงินทุนสำรองในระดับสูง ล่าสุดเอสแอนด์พียังคงเครดิตและแนวโน้มประเทศในระดับเสถียรภาพ





