วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผบ.ทบ.สั่งจัดการเด็ดขาดกลุ่มปลุกระดม

"ประยุทธ์"สั่งจัดการเด็ดขาดกลุ่มปลุกระดม พร้อมกวาดจับอาวุธสงคราม แจงยิบกฏอัยการศึกไม่ขัดรธน. ผบ.ทบ.มีอำนาจใช้ พร้อมดูแลสถานทูตทุกชาติ

ที่ศูนย์ประสานงานสื่อมวลชน กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.)ห้องประชุมกำลังเอก สนามกีฬากองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก พ.อ.วีระชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกกองทัพบก ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม กอ.รส.ในช่วงเช้าที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ ผอ.รส. เป็นประธาน ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ได้นำอาวุธสงครามที่จับกุมได้ 5 คดีแบ่งเป็นก่อนประกาศกฎอัยการศึก 1 คดีที่จังหวัดนครนายกและหลังประกาศกฎอัยการศึก 4 คดี มาแสดงพร้อมการแถลงข่าว

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ปัญหาของการตรวจจับอาวุธสงครามนั้นเป็นปัญหาหลักของความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสังคมและเป็นนโยบายเร่งด่วนของ กอ.รส. ที่จะดำเนินการเด็ดขาด จากคำสั่งของ กอ.รส.ระบุชัดเจนว่า อาวุธสงครามสามารถพกพาได้เฉพาะเจ้าพนักงานทหาร และเจ้าพนักงานตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ กรณีของเจ้าพนักงานตำรวจนั้นจะใช้ตำรวจตระเวนชานแดน (ตชด.) ที่สนับสนุนกองกำลังป้องกันชายแดน เป็นกำลังที่สนับสนุนกองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า(กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) เพราะฉะนั้นในส่วนอื่น ๆ จึงไม่สามารถอนุญาตให้พกพาอาวุธสงครามได้ ขณะนี้ได้มีการจับกุมผู้พกอาอาวุธสงครามได้ทั้งหมด 4 คดี ซึ่งมีอยู่ 1 คดีที่ถูกจับกุมได้ก่อนประกาศกฎอัยการศึก ดำเนินการจับกุมได้ที่จังหวัดนครนายก ขณะนี้อยู่ในกระบวนการหาตัวผู้กระทำผิด

พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า สำหรับคดีที่ 2 เป็นคดีที่ผู้ต้องสงสัยถูกจับได้ที่เขตทวีวัฒนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร อันเป็นบริเวณใกล้เคียงพื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ซึ่งพบอาวุธสงครามปืนเล็กยาว แบบAK 47 จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุน จำนวน 30 นัด ส่วนคดีที่ 2 เป็นการตรวจจับได้ที่บ้าน ในจังหวัดลพบุรี โดยพบของกลางเป็นจำนวนมาก รวมถึงพบวัตถุระเบิดด้วย สำหรับคดีที่ 4 จับกุมได้ที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยตรวจพบเสื้อเกราะ และหมวกเคฟร่า คดีที่ 5 ตรวจพบอาวุธสงคราม และวัตถุระเบิดร้ายแรงจำนวนมากที่จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้ขั้นตอนการสอบสวนจะเน้นขั้นตอนการสอบสวนและขยายผล แสดงให้เห็นว่า ทหาร และตำรวจเอาจริงในเรื่องการปราบปราม

สำหรับการเชื่อมโยงไปยังกลุ่มใดนั้น ขอให้รอผลการสอบสวน เพราะไม่อยากให้เป็นประเด็นอ่อนไหว และกระทบต่อความรู้สึกของใคร จึงไม่ได้ระบุเชื่อมโยงไปยังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มไหน ซึ่งกอ.รส.มีนโยบายที่จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ใครทำผิดก็ดำเนินคดีและคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ ผบ.ทบ.ได้เน้นย้ำกับ กองกำลัง กอ.รส. ทั้ง 4 กองทัพภาคว่า ต้องทำให้เกิดความสงบในพื้นที่ ไม่มีการทำผิดกฎหมาย รวมทั้ง กวาดล้างอาวุธสงคราม ทำความเข้าใจกับประชาชน และขอร้องให้ทุกฝ่ายอย่าปลุกระดม งดเว้นการรวมพลัง และเคลื่อนย้ายคนไปที่ต่าง ๆ รวมถึงขอความร่วมมือกับประชาชนให้ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นให้ข้อมูลข่าวสารเชิงปลุกระดม ชี้นำสังคมให้เกิดความสับสนแตกแยก ซึ่งขัดต่อแนวทางในการรักษาความสงบเรียบร้อยของ กอ.รส. รวมถึงประกาศต่าง ๆ ที่ออกไปก่อนหน้านี้ หากยังมีการกระทำที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับการหารือ 7 ฝ่ายในวันนี้ จะเป็นการหารือแบบเปิด ไม่ขีดเส้นเวลาว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเมื่อใด โดยผบ.ทบ.ขอทำหน้าที่เป็นผู้ฟังก่อน

พ.อ.วินธัย ยังกล่าวถึง กรณีที่มีความคลาดเคลื่อน และความเข้าใจผิดต่อการประกาศใช้พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ว่า พ.ร.บ.กฎอัยการศึกได้ถูกประกาศไปเมื่อวันที่ 20 พ.ค.เวลา 03.00 น. ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ มีกำลังทหารในการบังคับบัญชาเกินกว่า 1 กองพัน และมีอำนาจตามขอบเขตความรับผิดชอบทั้ง 4 กองทัพภาค จึงถือว่ามีเขตอำนาจคลอบคลุมทั่วราชอาณาจักร เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดภาวะการณ์จลาจล และความไม่เรียบร้อยในหลายพื้นที่ อันจะกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จึงมีอำนาจในการประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และเมื่อได้ประกาศใช้แล้วทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารก็จะมีผลบังคับใช้กฎหมายนี้ทันที โดยที่ได้รายงานให้รัฐบาลและผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ โดยที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจึงมีอำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

ส่วนกรณีรัฐธรรมนูญ มาตรา 118 วรรคสองที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้น ขอชี้แจงว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เฉพาะแห่งเป็นการเร่งด่วน ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ซึ่งแสดงให้แห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ สำหรับรายละเอียดในมาตรา 2 ของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ซึ่งเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่ง ว่า เมื่อมีเหตุจำเป็นที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยให้ปราศจากภัยที่มาจากภายนอก หรือภายในราชอาณาจักร จะได้มีพระบรมราชโองการให้ใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกทุกมาตรา หรือแต่บางมาตรา หรือใช้ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตรา ตลอดจนเงื่อนไขของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก นั้นที่บังคับใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักร หรือตลอดทั่วราชอาณาจักร และถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด และณ ที่ใดแล้ว บรรดาข้อความ หรือพ.ร.บ.ใด กฎหมายใดที่ขัดกับ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ที่ให้บังคับต้องระงับ และใช้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกแทน สำหรับมาตรา 4 เมื่อมีสงคราม หรือจลาจล ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ที่อยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่า 1 กองพัน หรือ เป็นเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหารมีอำนาจประกาศใช้พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตหน้าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่ต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบ โดยเร็วที่สุด

ขณะที่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศภายหลังจากที่ประกาศกฎอัยการศึกว่า ในช่วง 2-3 วันที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกไปแล้ว การประกอบการต่าง ๆ ไม่มีว่าจะเป็นธุรกิจ หรือ การท่องเที่ยว ของไทยหรือของต่างประเทศยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ได้มีการชะงักงัน กอ.รส.จะขอดูแล และ สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนคนไทยและต่างประเทศ ให้สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการดูแลสถานที่สำคัญของต่างประเทศ และสถานทูตในไทย หากสถานทูตใดต้องการขอกำลังจาก กอ.รส.ไปดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม ทางกอ.รส.พร้อมจะสนับสนุน

พ.อ.วีระชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ค.) กอ.รส.จะเชิญเอกอัครราชทูต อุปทูต ผู้ช่วยทูตทหาร ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรต่างๆ เช่น สหประชาชาติ เข้ามาหารือสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับการประกาศใช้อัยการศึก ในเวลา 10.00 น. ที่สโมสรทหารบก โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. และ รองผอ.รส. เป็นประธานการประชุม โดยจุดประสงค์ในการเชิญมาก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า หลังการประกาศกฎอัยการศึกแล้วกอ.รส.จะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดีที่สุด เหตุผลในการประกาศใช้ และแนวทางการดำเนินการของกอ.รส.ต่อไป ทั้งนี้ ยูเอ็นได้ประสานงานมายัง ผบ.ทบ.ขอให้ช่วยพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ไม่ให้มีการชุมนุมบริเวณรอบรั้ว ยูเอ็น ซึ่งผบ.ทบ.ได้รับทราบ และจะพูดคุยกับ นายสุเทพ ในวันนี้ด้วย

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ ยังกล่าวถึงการเผยแพร่ข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตว่า ขณะนี้มีเว็บไซต์ที่อ้างว่าเป็นของกอ.รส.ซึ่งขอเรียนให้ทราบว่า กอ.รส.ยังไม่ได้จัดตั้งเฟซบุ้ค หรือ เว็บเพจ แต่อย่างใด มองว่าน่าจะเป็นความปรารถนาดีของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการจัดตั้งขึ้น โดยใช้ช่องและนำข้อมูลของ กอ.รส.ไปเผยแพร่ให้ แต่กอ.รส.ขอให้มีความระมัดระวัง อย่านำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง หรือ บิดเบือนไปนำเสนอ ไม่เช่นนั้น กอ.รส.จะดำเนินการ สำหรับเว็บเพจของ กอ.รส.กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่แล้วเสร็จ