กฎอัยการศึก กับทางออกของปัญหาสังคมไทย
การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกในเวลานี้ ถือได้ว่ามีบรรยากาศแตกต่างจากที่ผ่านมาในอดีต กล่าวคือ บรรยากาศของการปฏิวัติหรือรัฐประหารแบบไทยๆ ที่ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงมากมายนักในระยะหลังของการเคลื่อนไหวของกองทัพ เมื่อเปรียบเทียบกับการออกมาปฏิบัติการที่ต้องมีการใช้กำลังควบคู่กันไปเช่นในอดีต บรรยากาศของบ้านเมืองจึงไม่ได้ขมุกขมัวตามกลิ่นอายของการออกมาเคลื่อนไหวของกองทัพ โดยจะเห็นได้จากวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากวันปกติเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ยิ่งกว่านั้นเรายังได้มีโอกาสเห็นภาพประชาชนบางส่วนที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกับการปฏิบัติการของกองทัพออกมาร่วมแสดงความยินดีและมอบดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่ทหาร ซึ่งไม่ปรากฏภาพเช่นนี้ในประเทศอื่นๆ ที่มีการประกาศกฎหมายพิเศษหรือมีความเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติได้ง่ายดายนัก
ถึงแม้ว่าจะมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมของการประกาศกฎอัยการศึกของหลายๆ ฝ่าย แต่ก็คงไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วได้แต่อย่างใด คำถามที่น่าสนใจและควรที่จะหันมาให้ความสำคัญร่วมกันเพื่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีแก่ชาติบ้านเมืองก็คือ การใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ทางออก” ของการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในภาวะปกติ โดยใช้คุณสมบัติของการประกาศกฎอัยการศึกในครั้งนี้ออกมาดำเนินการในเรื่องยากๆ ที่ไม่สามารถกระทำโดยอาศัยองค์กรหรือหน่วยงานปกติที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม การเข้าไปดำเนินการในเรื่องนี้ไม่ใช่อาศัยแนวทางของการ “บังคับขู่เข็ญ” หรือการสร้างเงื่อนไขที่ฝ่ายต่างๆ ไม่สามารถยอมรับได้ด้วยเหตุผลต่างๆ อันนำมาซึ่งความไม่ถูกใจของแต่ละฝ่ายที่จะนำมาสู่ปัญหาอื่นๆ ในภายหลังตามมา
แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า จะต้องมีการออกมากล่าวถึงความไม่ถูกต้องเหมาะสมของการออกมาปฏิบัติการของกองทัพเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่น แต่หากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเคลื่อนไหวช่วยให้บ้านเมืองดำเนินไปในทิศทางที่ดีอย่างที่ทุกฝ่ายปรารถนาหรือเป็นไปในทิศทางที่พอจะยอมรับได้ร่วมกัน ก็จะมีส่วนช่วยให้การวิพากษ์วิจารณ์ผ่อนคลายลงได้ เห็นได้จากการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ประเด็นที่กลายเป็นข้อวิจารณ์ถึงความล้มเหลวก็คือ การปฏิวัติรัฐประหารที่ “ไม่คุ้มค่า” ไม่สามารถใช้คุณสมบัติของเงื่อนไขพิเศษที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในทิศทางดีอย่างที่ควรจะเป็นได้อย่างถูกต้องคุ้มค่า ประเทศชาติได้เพียงรัฐบาล “ขิงแก่” ที่ขึ้นมาขัดตาทัพโดยไม่ได้ทำให้ประเทศชาติดีขึ้น ทั้งที่เป็นรัฐบาลพิเศษที่ไม่ติดเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ ที่แตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่ทำงานได้ยาก โดยลืมวิพากษ์วิจารณ์ถึงต้นตอหรือที่มาของรัฐบาลจากการปฏิวัติรัฐประหารดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม การประกาศกฎอัยการศึกอาจนำมาซึ่งผลกระทบสำคัญที่มาจากภายนอกประเทศ ด้วยเหตุที่นานาประเทศไม่ได้มีความเข้าใจสภาวการณ์ในภาวะฉุกเฉินแบบไทยๆ ที่แตกต่างจากบ้านอื่นเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความไม่แน่ใจในสถานการณ์ของประเทศ ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามหลักการและทฤษฎีความเชื่อมั่นของนักลงทุน หรือช่องทางความช่วยเหลือจากนานาชาติที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดเป็นมาตรฐานสากล ดังนั้น การคงระยะเวลาของการออกมาเคลื่อนไหวโดยไม่ดำเนินการให้เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมนับเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับความอ่อนไหวในสายตาของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย อันส่งผลกระทบต่อประเทศโดยตรง ประชาชนอาจจะรับไม่ได้กับสภาวการณ์ที่ความช่วยเหลือและความร่วมมือกับต่างประเทศหดหายไป โดยไม่สนใจเหตุผลและความจำเป็นของการออกมาเคลื่อนไหวในที่สุดก็ได้
เช่นนี้แล้ว “การประกาศกฎอัยการศึก” ในครั้งนี้เป็นเรื่องการลงทุนโดยอาศัยต้นทุนของประเทศชาติ ดังนั้น “ความคุ้มค่า” จากการลงทุนครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทุกฝ่ายต้องหันมาช่วยกันเสียสละและคิดให้ถี่ถ้วนโดยมีความสงบสุขของประเทศชาติเป็นสำคัญ





