วุฒิสภา หวังทหารเป็นตัวช่วยบีบรัฐบาลไขก๊อกเปิดทางตั้งนายกฯคนกลาง "สุรชัย"รู้ปมเปิดประชุมวุฒิสภาไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าของการทำแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ของวุฒิสภา หลังจากที่ พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ สว.สรรหา ในฐานะประธานคณะทำงานได้สรุปรายงานนำเสนอต่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา ไปเมื่อวันที่ 20พ.ค. แล้วนั้น ล่าสุดข่าวจากแหล่งข่าวระดับสูงในวุฒิสภาแจ้งว่าแนวทางของวุฒิสภาที่จะนำไปสู่ทางออกของปัญหาความขัดแย้ง คือการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวข้องเทียบเคียง ซึ่งจะอาศัยเหตุผลความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาที่ยังไม่สามารถดำเนินไปสู่จุดดังกล่าวได้ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันไม่ยอมทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132(2) ว่าด้วยการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้นคณะทำงานของวุฒิสภา ได้มอบหมายภารกิจดังกล่าวให้นายสุรชัยไปดำเนินการหาทางออก
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่่ 20 พ.ค. ตามที่นายสุรชัย ได้เรียกประชุมวุฒิสภานอกรอบ อย่างเร่งด่วนนั้น ได้มีการซักถามถึงความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว โดยพล.อ.อ.วีรวิท ชี้แจงอย่างเปิดอกว่าหากวุฒิสภาจะดำเนินการหานายกฯ คนกลาง หรือตามกรอบของรัฐธรรมนูญโดยการใช้บทบัญญัติเทียบเคียงนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันยังคงมีสถานะเป็นรัฐบาลอยู่ เพราะการทูลเกล้าฯขอเปิดประชุมเพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการเรื่องใดๆ ต้องอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหาร ยกเว้นแต่การแหวกม่านประเพณีที่เคยปฏิบัติมา
ทั้งนี้นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ได้ยกประเด็นการเทียบเคียงของรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ว่าด้วยการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 2 สภารวมกัน หรือสมาชิกสภาฯ จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกที่มีอยู่ของสองสภา เข้าชื่อร้องขอให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ได้รับการโต้แย้งจาก พล.อ.อ.วีรวิท ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ไม่ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้ดำเนินการได้ด้วยตนเองดังนั้นจึงไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ แม้ขณะนี้อำนาจของนายสุรชัย จะถือว่าเทียบเคียงได้เท่ากับประธานรัฐสภา ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 89 ก็ตาม
โดยที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายเรื่องดังกล่าวอยู่เป็นเวลานาน และในช่วงท้าย นายสมศักดิ์ ขจรเฉลิมศักดิ์ ส.ว.เลย กล่าวขึ้นว่าสถานการณ์ของประเทศที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ทำไมไม่ใช่วิธีการทหาร เช่น เอาปืนจี้หัวให้รัฐมนตรีลาออก เหมือนสมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ ถูกจี้บนเครื่องบิน ถ้าทำได้ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของวุฒิสภาจะหมดไปแล้วเข้าสู่กระบวนการที่วางไว้ได้ แต่ที่ประชุมได้แสดงความเห็นคัดค้าน โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหากล่าวว่า ไม่อยากให้ฝ่ายทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง อีกทั้งแนวทางปฏิบัติควรให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้พิจารณาจะสมศักดิ์ศรีมากกว่า
ขณะที่นายสุรชัย ที่ได้เข้าร่วมประชุมกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไว้ว่า "ประเด็นที่เป็นปัญหาผมได้ทำการบ้านไว้ทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดขณะนี้ เพราะถือว่ามีความละเอียดอ่อน"
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ส.ว.สรรหา ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นปัญหาของการเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อดำเนินการเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่า ได้มีการศึกษาในหลายๆ ช่องทาง แต่ท้ายสุดต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายสุรชัย ว่าจะดำเนินการเช่นไร โดยส่วนตัวมองว่าหากรัฐบาลรักษาการยังคงสถานะภาพอยู่ และยึดต่อผลประโยชน์ของฝ่ายตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ทำให้อุปสรรคของการเปิดประชุมเพื่อดำเนินการเป็นไปไม่ง่ายนัก แต่ยังมีอีกช่องทางคือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้พิจารณา โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา และคณะได้ทำความเห็นร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสถานภาพของ ครม. ที่เหลืออยู่ให้พ้นไป แล้ว เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้นหากยังพอมีเวลาอาจต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แต่หากไม่สามารถรอได้ เชื่อว่านายสุรชัยจะมีวิธี เพราะทราบว่าได้ร่วมพูดคุยกับบุคคลหลายฝ่ายทั้งในที่ลับและที่แจ้งแล้ว





