"ส.ป.ป."ยัน"นิวัฒน์ธำรง"มีอำนาจเต็ม แนะเดินหน้าประกาศเลือกตั้งไม่ต้องรอกกต. ย้ำเลือกตั้งเท่านั้นพาชาติพ้นวิกฤตแม้จะโมฆะก็ต้องเลือกไป
นักวิชาการกลุ่มสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย เปิดห้องบรรยายรวมคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการเสวนาเรื่อง"เลือกตั้ง=ทางออก นายกเถื่อนคือทางตัน" โดยเริ่มเปิดเวทีด้วยการอภิปรายของนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ในหัวข้อ “วิพากษ์นักสร้างสุญญากาศ” โดยนายวรเจตน์ กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งฉบับใหม่เพื่อทดแทนการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 จึงเป็นปัญหาว่าการตราพ.ร.ฎ.เลือกตั้งนั้นใครเป็นผู้มีอำนาจทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งมีความชัดเจนว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารไม่ใช่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีจึงมีอำนาจเสนอร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง รัฐรรมนูญมาตรา 195 กำหนดไว้ชัดว่าบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขาและพระบรมราโชวาทอันเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดกำหนดให้กกต.มีอำนาจทูลเกล้าฯ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 10 ก็ระบุชัดว่าณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงให้ครม.แต่งตั้งรองนายกฯหรือรัฐมนตรีคนอื่นทำหน้าที่แทน
มีตัวอย่างชัดเจนครั้งสุดท้าย จากการรับสนองพระบรมราชโองการของนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รองนายกฯที่รักษาการแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่พ้นสภาพหลังพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ส่วนประเด็นที่กกต.ขอให้กำหนดถ้อยคำเพิ่มเติมในร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง เพื่อประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะกกต.มีอำนาจเลื่อนการเลือกตั้งกำหนดในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งอยู่แล้ว ข้อเสนอของกกต.จึงเป็นความต้องการได้อำนาจในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปไม่รู้จบ หากคุยกันไม่ได้ครม.และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ต้องเดินหน้าจัดเลือกตั้ง
นายวรเจตน์ กล่าวอีกว่า การลงคะแนนเลือกประธานวุฒิสภาวันที่ 9 พ.ค. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะวุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่า ในระหว่างการยุบสภาฯจะมีการประชุมวุฒิสภาไม่ได้ ยกเว้นเรียกประชุมเพื่อพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) การเรียกประชุมเพื่อประกาศสงคราม การเปิดประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานวุฒิสภาฯ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผิดพลาดที่กระบวนการ นายนิวัฒน์ธำรงจึงไม่สามารถนำชื่อนายสุรชัยขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนการประชุมนอกรอบต่างๆของส.ว.เป็นเพียงการกระทำของคณะบุคคล ซึ่งมีความผิดชัดแจ้ง นอกจากนี้ประธานวุฒิสภาไม่มีอำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีต้องได้รับแต่งตั้งจากสภาฯ ทางออกง่ายๆคือทำให้มีส.ส.จากการเลือกตั้ง ไม่ต้องคิดซับซ้อน เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนให้ตั้งนายกฯจากคนที่ชอบ หรือห้ามบุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี
"ภาวะขณะนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะได้นายกรัฐมนตรีม. 7 การเสนอให้วุฒิสภาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคใหม่โดยใช้มาตรา 172 173และ 180 โดยอนุโลม เป็นการอนุโลมที่มั่วมาก ตีความรัฐธรรมนูญแบบสุดๆ เหมือนเด็กงอแงร้องไห้จะเอาโดยไม่สนใจกฎกติกา และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเสนอชื่อนายกฯเถื่อนขึ้นมาซ้อนทับกัน ตราบใดที่ยังมีครม.รักษาการอยู่"นายวรเจตน์ กล่าว
นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ทำหนังสือเรียกเงินค่าจัดเลือกตั้งจากรัฐบาลก็ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดอยู่กับกกต.สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับฝูงหมาป่าล้อมลูกแกะ บ้านเมืองถึงทางตันไม่ใช่เพราะไม่รักษากฎหมาย แต่ถึงทางตันเพราะไม่บังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมา คนที่เรียกร้องไม่ให้กอดรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดตายตัว ควรจะละอายตัวเองบ้าง เพราะรู้ดีว่าคำตอบทางกฎหมายเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่คำตอบที่ถูกใจตัวเอง
นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่า ความผิดพลาดในการเสนอพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทำลายหลักเสียงข้างมาก จนนำไปสู่การยุบสภาฯเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง ฝ่ายค้านและกลุ่มต่างๆไม่ควรขัดขวางการเลือกตั้ง ถ้าฝ่ายค้านฉลาดพอต้องนำไปเป็นประเด็นจูงใจในการเลือกตั้งเปลี่ยนเสียงข้างมากให้เป็นข้างน้อย การขวางการเลือกตั้งหรือพยายามหานายกรัฐมนตรีคนกลางเป็นการนำไปสู่วิกฤตการเมืองและการปะทะกัน ถ้าเลือกตั้งแล้วโมฆะก็ต้องเลือกต่อไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเหนื่อยแล้วบอกว่ายอมให้ฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว จนกว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน





