ศาลนัดสอบคำให้การ"สมบัติ" ถูกอัยการฟ้องร่วมกปปส. เป็นกบฎ เผยศาลให้ประกันตีราคา 6 แสนบาท พร้อมกำหนดห้ามยั่วยุ ปลุกปั่น-ห้ามออกนอกปท.
พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้เดินทางมา ยื่นฟ้อง นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อายุ 63 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฎ , มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง , เป็นอั้งยี่ , ซ่องโจร ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และความผิดอื่นรวม 8 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ,116 ,117, 209 ,210, 215, 216,362 , 364 ,365 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒสภา พ.ศ.2550 มาตรา 76,152
โดยคำฟ้อง ระบุพฤติการณ์สรุป เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 56 - 5 เม.ย. 57 จำเลยกับพวกในนาม กปปส. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศตัวเป็นเลขาธิการ กปปส. ซึ่งมีจำเลยเป็นสมาชิกและกรรมการผู้ที่มีหน้าที่สั่งการ ได้ร่วมกันกระทำการที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติขรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2550 เพื่อเป็นการล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ และกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนเปลงในกฏหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล ทั้งนีมิได้เป็นการกระทำตามมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่แสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริต ซึ่งขณะที่โจทก์ ยื่นฟ้องคดีนี้ จำเลยกับพวกยังไม่ยุติการกระทำผิดตามฟ้อง แต่ยังกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาต่อเนื่องกันมา โดยการกระทำที่ผ่านมาของจำเลยกับพวกเป็นความผิดสำเร็จครบองค์ประกอบทางอาญาตามข้อกล่าวหาแล้ว ขณะที่เจ้าพนักงานติดตามจับกุมตัวจำเลยได้ในวันที่ 16 พ.ค.นี้ ชั้นสอบสวนจำเลย ให้การปฏิเสธ โดยระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวและ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ยื่นคำร้องฝากขังจำเลยแต่ศาลไม่อนุญาต โจทก์จึงยื่นฟ้องและส่งตัวจำเลยมาศาล หากจำเลยขอปล่อยชั่วคราวโจทก์ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล ซึ่งหากศาลจะอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย ก็ขอให้วางเงื่อนไขและข้อกำหนดตามที่ศาลเห็นสมควรด้วย
ท้ายฟ้องอัยการยังระบุด้วยว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลย มีกำหนด5ปีตามกฎหมายด้วย
โดยประทับรับคำฟ้องไว้เป้นคดีหมายเลขดำ อ.1298/2557 และนัดสอบคำการจำเลยในวันที่ 7 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น. ซึ่งเป็นวัน-เวลาเดียวกับคดีที่นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำ กปสส. ถูกยื่นฟ้องไปแล้วก่อนหน้านี้
ต่อมานายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทนายความ ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยใช้ตำแหน่งอธิการบดี ของรศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้าคนปัจจุบัน เป็นหลักทรัพย์ด้วย
ศาลพิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นายสมบัติ จำเลยได้ โดยตีราคาประกัน 600,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการใดๆอันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่นปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายใดๆ กระทบต่อความเสียหาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีต่อประชาชน หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นจะได้รับอนุญาตจากศาล
ทั้งนี้ นายสมบัติ อดีตอธิการบดีนิด้า ได้กล่าวระหว่างที่รอคำสั่งปล่อยชั่วคราวว่า ตนเห็นว่าอัยการใช้อำนาจไม่ถูกต้องในการสั่งคดี อยากถามว่ามีหลักฐานแสดงอย่างไรว่าตนเป็นกบฎ และ อั้งยี่ซ่องสุม เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่าการชุมนุม กปปส.นั้นเป็นการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพ ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่าใหญ่ที่สุด กว่ากฎหมายอื่น โดยขนาดตนมีความรู้ยังเจอเช่นนี้ หากเป้นชาวบ้านตาสี ตาสา จะเป็นอย่างไร
ด้านนายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า กรณีการยื่นฟ้องนายสมบัติไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นสองมาตรฐานเมื่อเทียบกับกรณีของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการอิสระ 1 ใน 30 ผู้ต้องหาที่ศาลออกหมายจับกรณีเดียวกัน เพราะของนายสมบัติถูกจับตามหมายจับและไม่ได้มีการให้ประกันในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ แม้จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การตามขั้นตอนแล้ว แต่ก็ยังดำเนินการไม่ครบถ้วนจึงมีเหตุยื่นคำร้องฝากขังต่อศาล ส่วนกรณีของนายเจิมศักดิ์ชัดเจนว่าผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัว พร้อมทั้งได้ยื่นขอประกันตัวและพนักงานสอบสวนพิจารณาให้ปล่อยตัว โดยจะสรุปบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและคำให้การของผู้ต้องหานั้น พร้อมกับส่งตัวนายเจิมศักดิ์ให้อัยการยื่นฟ้องตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งทั้งสองกรณีจะเป็นแนวปฏิบัติต่อไปว่าหากผู้ต้องหามอบตัวตามหมายจับและได้ประกันตัวในชั้นสอบสวน ก็จะส่งตัวให้อัยการยื่นฟ้องในภายหลัก แต่หากผู้ต้องหาถูกจับกุมก็จะต้องส่งตัวให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลทันที เพราะว่าศาลมีคำสั่งไม่ให้ฝากขังกรณีดังกล่าวแล้ว ที่ผ่านมาอัยการก็ได้พูดคุยทำความเข้าใจกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอมาตลอดว่าให้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และคำสั่งศาลโดยยืนยันว่าการยื่นฟ้องของอัยการดังกล่าวไม่เกี่ยวกันกับที่อธิบดีดีเอสไอ และ ศอ.รส. ออกมาระบุถึงการเร่งจับกุมตัวแกนนำกปปส. เพื่อดำเนินคดี แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวแล้วไม่ประสงที่จะประกันตัวชั้นสอบคำให้การกับดีเอสไอ แต่พร้อมจะให้อัยการยื่นฟ้อง ดีเอสไอก็สามารถส่งมอบตัวพร้อมบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและคำให้การของผู้ต้องหานั้นให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันที
นายนันทศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่เคยมีคำสั่งแจ้งให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มกับนายสุเทพ เลขาธิการกปปส. และนายชุมพล จุลใส แกนนำกปปส. ในข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกำหมายอาญา ม.135/1 ด้วยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีหมายจับอยู่แล้วดังนั้นหากมีการเข้ามอบตัวเองเช่นเดียวกับนายเจิมศักดิ์ กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและบันทึกคำให้การจะไม่ต่างกัน แต่หากทั้งสองถูกจับกุมตามหมายจับแล้ว หากได้ตัวก็จะต้องส่งให้อัยการยื่นฟ้องคดี ซึ่งหลังจากที่อัยการมีความเห็นควรให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในคดีกบฏและก่อการร้าย ก็ได้ร่างฟ้องไว้แล้วเพียงแต่รอพนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบถ้วนถึงการแจ้งข้อกล่าวหาว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองคนดีเอสไอได้เคยออกหมายเรียกไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้มาพบ ทั้งสองจึงยังไม่เคยได้รับทราบข้อกล่าวหาและให้การตามขั้นตอนโดยครบถ้วน
นายนันทศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจับกุม นายยศศักดิ์ โกศัยกานนท์ 1 ใน 30 ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลในข้อหากบฏได้ภายในเย็นวันเดียวกันนี้ ( 16 พ.ค.) ว่า หากมีการจับกุมตัวนายยศศักดิ์ได้ในช่วงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ศาลปิดทำการในวันเวลาราชการแล้ว อัยการก็ไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทัน ดังนั้นหากพนักงานสอบสวนดีเอสไอเมื่อได้นำตัวไปแจ้งข้อหาและทำบันทึกการจับกุมของผู้ต้องหาเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากไม่ได้ให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน ก็จะทำการยื่นคำร้องฝากของในวันพรุ่งนี้ (17 พ.ค.) ซึ่งศาลจะเปิดทำการครึ่งวัน โดยในการยื่นคำร้องพนักงานดีเอสไอก็ต้องระบุเหตุจำเป็นให้ชัดเจนว่า เป็นการยื่นคำร้องฝากขังเพื่อที่ให้อัยการยื่นฟ้องในวันเปิดทำการคือวันที่ 19พ.ค. นี้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมตัวได้เมื่อล่วงเลยระยะเวลาทำการแล้ว ส่วนศาลจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ถ้าหากดีเอสไอยื่นคำร้องฝากขังลักษณะเช่นเดียวกับนายสมบัติ ศาลก็อาจจะยกคำร้องอีก
ด้านนายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทีมทนายความ กปปส. ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เพิ่งทราบว่า นายยศศักดิ์ ถูกจับกุม หลังจากนี้ตนจะเข้าไปสอบถาม และหาทางช่วยเหลือในเรื่องขอประกันตัว ซึ่งไม่รู้ว่าพนักงานสอบสวนจะให้ประกันหรือไม่ ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ ( 17 พ.ค.) ทีมทนายความ จะหารือกับแกนนำบางส่วนว่าพร้อมที่จะเข้ามอบตัวหรือไม่ เพื่อความสะดวกเวลาเดินทาง เนื่องจากแกนนำบางส่วนไม่มีการ์ดคอยดูแล จะได้ไม่ต้องถูกจับให้เสียเวลา





