วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส.ว.ถกกองทัพเห็นพ้องให้รบ.มีอำนาจเต็มทำงาน

วงส.ว.ถกกองทัพ-หน่วยงานราชการ เห็นพ้องให้มีรัฐบาลอำนาจเต็มทำงานโดยเร็ว ย้ำหากส.ว.จะทำต้องมีกฎหมายรับรอง

การประชุมของวุฒิสภาร่วมกับหน่วยงานส่วนราชการและหน่วยงานความมั่นคงได้แล้วเสร็จ โดยได้ใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมง โดยภายหลังหารือแล้วเสร็จ นายอภิชาติ ดำดี ส.ว.กระบี่ ในฐานะคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความเห็นร่วมคือต้องการให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยเร็ว เพราะกรณีที่มีรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจเต็มนั้นสร้างผลกระทบต่อการทำงาน อาทิ การใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน ขณะที่หน่วยงานของกองทัพนั้นทราบว่าประเด็นดังกล่าวไม่มีปัญหา เนื่องจาก พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 50 มีข้อกำหนดไว้ว่าอำนาจการรักษาราชการแทนนั้นไม่ให้ใช้บังคับกับหน่วยงานของทหาร

"ที่ประชุมมีความกังวลว่าการดำเนินการใด ๆ ของวุฒิสภาต้องมีบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับและได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ในทางกฎหมายค่อนข้างตกผลึกร่วมกันคือ วุฒิสภาสามารถดำเนินการได้มาซึ่งนายกฯได้ โดยใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเทียบเคียงคือ มาตรา 132(2)ว่าด้วยวุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เทียบเคียงกับมาตรา 171 และ172 ว่า การเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ต้องมีการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ที่ว่าด้วยประเพณีการปกครองมาใช้ประกอบด้วย โดยผลของการหารือยังไม่ถือว่าเป็นข้อสรุปเพราะต้องนำไปให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาและเสนอแนะความเห็นอีกครั้ง" นายอภิชาติ กล่าว

นายอภิชาติ กล่าวต่อว่าสำหรับแนวทางทำงานของรัฐบาลคนกลางที่ได้มาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น ต้องมีกรอบอำนาจ ระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่และเป้าหมายความสำเร็จ โดยจะให้รัฐบาลคนกลางนั้นมีภาระกิจเป็นผู้วางแผนการปฏิรูปประเทศและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเมื่อทำเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการปฏิรูปประเทศระยะยาว

หลังจากที่ วุฒิสภาได้มีการหารือกับหน่วยงานราชการเป็นที่เรียบร้อยได้หารือร่วมกับองค์กรสื่อมวลชนและเอ็นจีโอสายต่าง ๆ ต่อ โดยได้มีข้อสรุปเบื้องต้นว่า สนับสนุนการทำงานของวุฒิสภาในการหาทางออกให้กับประเทศ