เผย 2 แนวทาง "รัฐบาลรักษาการลาออก-ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล" กกต.คาดไร้รัฐบาลนาน8-12เดือน 'นิวัฒน์ธำรง'ย้ำไม่มีกฎหมายรองรับ ย้ำต้องยึดรัฐธรรมนูญ
วงหารือวุฒิสภากับ 12 องค์กรอิสระ-ภาคเอกชน ยังไม่ได้ข้อสรุปทางออกประเทศ แต่เห็นตรงกันต้องมี "รัฐบาลอำนาจเต็ม" เผย 2 แนวทาง "รัฐบาลรักษาการลาออก-ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล" ระบุข้อมูลกกต.คาดใช้เวลา 8-12 เดือนเลือกตั้งใหม่เรียบร้อย ตั้งรัฐบาลได้ ด้าน "ธีรภัทร-คณิต" หนุนแนวคิดต้องมีคนเสียสละ ขณะ"นิวัฒน์ธำรง" ย้ำไร้กฎหมายรองรับ
การประชุมของวุฒิสมาชิกนัดพิเศษร่วมกับภาคเอกชน วานนี้ (14 พ.ค.) ซึ่งเป็นนัดแรก หนุนแนวคิดรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อแก้ปัญหาการเมืองเฉพาะหน้าและนำไปสู่การเลือกตั้ง ขณะที่รัฐบาลหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ โดยเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวไม่มีในตัวบทกฎหมาย
การประชุมเพื่อหาทางออกประเทศที่มี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา เป็นเจ้าภาพ และมีตัวแทนองค์กรต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 12 องค์กร ประมาณ 120 คน ได้แก่ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเมือง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลฎีกา ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวานนี้ (14 พ.ค.) นั้น แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันหมด แต่ก็มีข้อเสนอจากหลายฝ่ายที่อาจเป็นทางออกของปัญหาได้
ภายหลังร่วมหารือกันประมาณ 4 ชั่วโมง นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ได้แถลงสรุปผลการประชุมร่วมกับองค์กรภาคเอกชนว่าทุกภาคส่วนเห็นว่าสถานการณ์ของประเทศอยู่ภาวะที่ไม่ปกติและหลังจากที่มีการยุบสภาไปตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.2556 ขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม
นายวันชัย กล่าวว่าเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นตรงกันว่าควรมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มโดยเร็วอาจทำงานเฉพาะกิจ และทำการปฏิรูปและจัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อย โดยอาจมีระยะเวลาในการทำงาน 6 - 12 เดือนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งให้เรียบร้อย และไม่นำไปสู่ปัญหาเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้ว
“สิ่งที่ได้เป็นที่ประจักษ์จากการให้ข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าใน 6 เดือนข้างหน้า ยังไม่แน่ว่าอาจไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งอาจเลยไปถึง 8 - 12 เดือน จากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่ง ส.ว.จะหารือกับทุกภาคส่วนต่อไป ซึ่งพยายามติดต่อและพูดคุยกับรัฐบาลและภาคส่วนต่างๆของสังคม หากทุกภาคส่วนเห็นชอบให้วุฒิสภาดำเนินการไปถึงจุดที่คลี่คลายได้ วุฒิสภาก็จะดำเนินการแต่หากไม่ได้ วุฒิสภาก็จะไม่ดำเนินการในแนวทางนั้น”นายวันชัยกล่าว
ระบุกกต.ไม่มั่นใจฐานะ'นิวัฒน์ธำรง'
นายคำนูญ สิทธิสมาน สมชิกวุฒิสภา กล่าวว่าจากการให้ข้อมูลของนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เริ่มประชุมระบุว่าแม้ กกต.จะมีกำหนดหารือกับรัฐบาลในเรื่องของการร่างพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง แต่กกต.เองก็ยอมรับว่า กกต.มีความไม่มั่นใจในฐานะของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีว่ามีอำนาจเพียงพอในการนำร่างพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งขึ้นทูลเกล้าหรือไม่ รวมทั้งมีอำนาจในการรับสนองพระบรมราชโองการได้หรือไม่
ดังนั้น กกต.จะดำเนินการเสนอเรื่องนี้ให้ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการให้ความเห็นในเรื่องนี้ โดยหากไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องของอำนาจหน้าที่ก็จะยังไม่มีการหารือในเนื้อหาของร่างพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งแต่อย่างไร
นอกจากนั้น กกต.ยังยืนยันว่าต้องการให้มีการบรรจุรายละเอียดในมาตรา 4 ว่าร่างพระราชกฤษีกา ว่าหากมีปัญหาจำเป็นให้เลื่อนวันเลือกตั้ง ให้ กกต.เสนอต่อรัฐบาล ซึ่งกกต.ยืนยันว่ามีความจำเป็น และหากยังมีข้อขัดแย้งในเรื่องกฎหมายก็จะนำไปสู่การตีความของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
สำหรับแนวทางทำงานต่อไปของวุฒิสภา คือ ในวันที่ 15 พ.ค. เวลา 10.00 น. หารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เวลา 13.30 น. จะหารือกับหน่วยงานมั่นคง ปลัดกระทรวงต่างๆ และตัวแทนกองทัพ จากนั้นเวลา 15.30 น. จะหารือกับกลุ่มสื่อมวลชน องค์กรเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน ที่อาคารรัฐสภา
ชงรัฐบาลลาออก-ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล
แหล่งข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า ผลการประชุมยังไม่ถือว่าได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ได้แนวคิดและทิศทางการแก้ไขปัญหาแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.การให้รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันลาออก เพื่อปลดล็อกปัญหาการบริหารราชการ จากนั้นให้วุฒิสภาใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวข้องมาเทียบเคียงการสรรหาและนำเสนอรายชื่อนายกฯ ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ
และ 2.ให้รัฐบาลหารือร่วมกับวุฒิสภาหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องต่อการแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยการมีรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาทำงาน พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะใช้เวลาเท่าไรเพื่อแก้ไขปัญหาด้านใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อยุติเรื่องวิธีดำเนินการ
เอกชนเรียกร้องสร้างบรรยากาศพูดคุย
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังเข้าหารือเพื่อหาทางออกประเทศไทยร่วมกับสมชิกวุฒิสภา วานนี้ (14 พ.ค.) ว่าขณะนี้ภาคเอกชนต้องการที่จะเห็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศโดยเร็วที่สุดโดยเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ และต่างประเทศและไปตามกรอบข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามขณะนี้กระบวนการพูดคุยกันยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและนำไปสู่การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มและสามารถบริหารประเทศได้อย่างแท้จริงเนื่องจากปัจจุบันการตีความข้อกฎหมายของคู่ขัดแย้งก็ยังเป็นการตีความเข้าข้างฝ่ายตัวเองทำให้ความขัดแย้งยังไม่ได้นำไปสู่การแก้ไข
“ขณะนี้ปัญหาอยู่ที่คนที่เป็นคู่ขัดแย้งมากกว่าระบบ ดังนั้นไม่ว่าจะได้นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งหรือนายกฯที่มาจากการแต่งตั้งตามมาตรา 7 หากไม่มีการคุยกันก่อนก็จะไม่ได้นายกฯและรัฐบาลที่บริหารประเทศได้จริง เพราะปัญหาไม่จบเพราะแต่ละฝ่ายก็มีมวลชนที่หนุนแนวทางในปริมาณที่ใกล้เคียงกันดังนั้นต้องหาแนวทางที่จะนำคู่ขัดแย้งมาพูดคุยกันก่อน”นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่าสิ่งที่ ส.อ.ท.อยากเห็นการแก้ปัญหาเพื่อเป็นทางออกของประเทศในเบื้องต้น มีอยู่ 3 ข้อได้แก่ 1.ลดความขัดแย้งของคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้งสองฝ่าย ลดความหวาดระแวงเพื่อนำไปสู่โอกาสที่จะพูดคุยเจรจาได้มากขึ้น 2.ลดอุณหภูมิทางการเมือง หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและการเผชิญหน้าของประชาชนสองฝ่าย ซึ่งจะซ้ำเติมภาคเศรษฐกิจไทยเพราะหากมีการปะทะกันของประชาชนจะทำให้ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยตกต่ำลง และ 3.สร้างพิมพ์เขียวของการปฏิรูปให้ชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติโดยไม่ยึดติดกับเงื่อนไขที่ว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือเลือกตั้งของปฏิรูป
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่าขณะนี้ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงมากในเรื่องของการที่ประเทศไม่มีรัฐบาลเต็มในการบริหารประเทศซึ่งภาวะแบบนี้หากเนิ่นนานไปไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะนี้หากมองสถานการณ์ที่มีการพูดถึงทั้งการมีนายกรัฐมนตรีจากคนกลาง หรือการที่จะมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งคิดว่าเป็นทางออกให้ประเทศได้ทั้งสองแนวทาง โดยอาจเป็นรัฐบาลที่เข้ามาแก้ไขปัญหาในระยะสั้นในระยะเวลา 6 - 12 เดือน แต่ที่สำคัญก็คือการมีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มจะต้องไม่นำไปสู่การเกิดปัญหาใหม่
ธีรภัทรแนะวุฒิคุย"นิวัฒน์ธำรง"ไขก๊อก
ด้าน นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า ในที่ประชุมตนได้เสนอแนวทาง คือ ให้ประธานวุฒิสภานำชื่อบุคคลที่เหมาะสมทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นแนวทางตามประเพณีการปกครอง และหากไม่มีการดำเนินการตนกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะของสงครามกลางเมืองได้
อย่างไรก็ตาม วุฒิสภาต้องไปหารือกับ นายนิวัฒน์ธำรง ก่อนว่าจะเสียสละเพื่อประเทศได้หรือไม่ และเมื่อมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว ก็ต้องสร้างความชอบธรรมกับประชาชนผ่านการทำประชามติว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูปอีกครั้ง
"คณิต"ให้คู่ขัดแย้งเสียสละ
วันเดียวกัน นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้แถลงข่าวแผนการขับเคลื่อนปฏิรูปกฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนเกี่ยวกับทางออกของประเทศโดยเลี่ยงจะตอบเรื่องนายกฯมาตรา 7 ว่า สังคมไทยต้องอยู่ด้วยความหวัง มองโลกในแง่ดี และภาวนาไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง การขอโทษและเสียสละเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสถานการณ์ เราควรเอาอย่างต่างประเทศที่เลือกใช้ทั้งการขอโทษและเสียสละ
"ผมเคยเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด จนถูกหลายฝ่ายตำหนิ มาถึงตอนนี้ทุกฝ่ายควรจะเสียสละ และรู้จักขอโทษบ้าง การต่อสู้เพื่อเอาชนะบ้านเมืองจะยิ่งพัง เมื่อทุกคนรักประเทศ ยิ่งต้องเสียสละ"
รัฐย้อนถามนายกฯคนกลางใช้ก.ม.ข้อไหน
ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แจ้งวัฒนะ นายนิวัฒน์ธำรง เปิดแถลงข่าวโดยยืนยันว่าตนเองมีอำนาจเต็มในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีทุกประการ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ส่วนที่มาของนายกฯคนใหม่นั้น ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่านายกฯต้องมาจาก ส.ส. จึงต้องมีการเลือกตั้ง มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 171, 172 ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา 7 หรือมาตราอื่นๆ ไม่มีการกำหนดชัดเจน สำหรับข้อเสนอจากบางฝ่ายเรื่องนายกฯคนกลาง ต้องถามว่าใช้กฎหมายใด รัฐธรรมนูญมาตราใดที่จะอ้างอิง หากไม่มีกฎหมายรองรับแล้วจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
ต่อข้อถามว่า นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ได้เชิญตัวแทนรัฐบาลเข้าหารือเพื่อหาทางออกประเทศที่อาคารรัฐสภา นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการติดต่ออย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการประสานกันมา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเปิดกว้างที่จะเจรจาพูดคุยกัน แต่ขอให้ทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตนยินดีหารือ โดยตนอาจจะขอเรียนเชิญนายสุรชัยพร้อมคณะ 3-4 คนมานั่งคุยวงเล็กก่อนว่าเป็นอย่างไร หรือมีแนวคิดอย่างไร และใช้กฎหมายใด แล้วจะเดินกันได้อย่างไร ถ้าถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติและพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่





