วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯม.7ไม่ง่าย

นายกฯม.7ไม่ง่าย-ลงท้ายต้องเจรจา

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรีและการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ซ้ำด้วยมติชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่านางสาวยิ่งลักษณ์จงใจกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ "แต้มต่อการเมือง" ของ กปปส.ที่ติดลบใกล้หมดหน้าตักเต็มที กลับมีความหวังที่จะ "น็อคมืด" ขึ้นมาอีก

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงขยับ "รุก" เร่งปิดเกม ด้วยการกดดันให้มีการเลือกประธานวุฒิสภา และให้ว่าที่ประธานวุฒิสภาในฐานะผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ เป็นเจ้าภาพนัดหารือกับประมุขศาล ทั้งศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ใช้อำนาจตุลาการ เพื่อสรรหาบุคคลที่เหมาะสมและหาวิธีตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร

ขีดเส้น-กำหนดเวลาให้เสร็จสรรพว่าต้องจบภายใน 12 มี.ค. (วันนี้) ไม่อย่างนั้น กปปส.และมวลมหาประชาชนจะขอ "ทำเอง"

หลายฝ่ายเริ่มให้น้ำหนักว่าสิ่งที่นายสุเทพและพวกเพียรพยายามมานานกว่า 6 เดือน น่าจะใกล้ความจริงแล้ว ขณะที่ประเทศไทยคงได้มี "นายกฯคนกลาง" อีกคำรบเป็นแน่ และน่าจะเร็วๆ นี้ด้วย

แต่เมื่อนักวิชาการหลายสำนัก กลับพบมุมมองที่ต่างออกไป...

ขู่ให้จบ12พ.ค.แค่วาทะปลุกใจ

นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า แนวโน้มทิศทางการเมืองน่าจะเกิดการพบปะหารือกันระหว่างประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในขณะนี้ คือประธานวุฒิสภา กับประมุขฝ่ายตุลาการ คือประธานศาล แต่คงไม่เร็วดังที่นายสุเทพประกาศ

"คุยกันต้องมีเจ้าภาพ และคนที่ กปปส.คาดหวังก็คือประธานวุฒิสภา (ขณะนี้เป็นว่าที่ประธานวุฒิสภา คือ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย) แต่ถ้าจะให้สง่างามคงต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯก่อน แล้วจึงเชิญประธานศาล รวมทั้งประธาน กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) มาหารือ ผมเชื่อว่าคุณสุรชัยคงไม่บุ่มบ่ามเชิญประมุขฝ่ายอื่นมาพูดคุยทันที และท่านคงอาศัยจุดนี้อธิบายว่าต้องรอโปรดเกล้าฯก่อน ซึ่งจะนำไปสู่การร่วมไม้ร่วมมือกันของหลายๆ ฝ่ายด้วย" ดร.สติธร กล่าว ส่วนคำประกาศของนายสุเทพที่ขีดเส้นให้จบวันที่ 12 พ.ค. น่าจะเป็นแค่การพูดปลุกใจมวลชนให้ฮึกเหิมเท่านั้น

จับสัญญาณปมทูลเกล้าฯปธ.วุฒิ

นายสติธร มองว่าแม้วุฒิสภาจะปิดประชุมสมัยวิสามัญไปแล้ว แต่ก็สามารถพูดคุยนอกรอบได้ หรือใช้กลไกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของวุฒิสภาก็ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าการประชุมวุฒิสภานัดที่ผ่านมา ได้เลือก ส.ว.สายเลือกตั้งไปลงในกมธ.ชุดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นการทำหน้าที่ของวุฒิสภาจึงเรียบร้อยเกือบ 100% รอเพียงโปรดเกล้าฯประธานวุฒิสภาเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าสำคัญที่สุด

"การที่ประธานวุฒิสภาจะได้รับโปรดเกล้าฯ ต้องได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลด้วย เพราะผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯและรับสนองพระบรมราชโองการ ฉะนั้นต้องจับสัญญาณตรงนี้ ถ้าคุณนิวัฒน์ธำรง (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี) ยอมรับอำนาจแล้วนำชื่อคุณสุรชัยขึ้นทูลเกล้าฯ ก็แสดงว่าอีกฝ่าย (ฝ่าย กปปส.) ยอมรับอำนาจของคุณนิวัฒน์ธำรง ว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่นายกฯได้สมบูรณ์ ก็จะเป็นสัญญาณที่ดีในการร่วมมือกันหาทางออกให้บ้านเมือง"

"ขณะเดียวกันถ้าฝ่ายรัฐบาลยื้อไว้ ไม่ยอมนำชื่อคุณสุรชัยขึ้นทูลเกล้าฯ แสดงว่าอาจจะอยากต่อรองอะไรบางอย่าง ฉะนั้นถ้ามีเรื่องของการพยายามกดดันว่าคุณนิวัฒน์ธำรงไม่มีอำนาจ และต้องลาออกไป ก็จะเป็นสัญญาณอีกแบบว่าเกมนี้คงต้องยาวไปอีก เห็นสัญญาณขัดแย้งมากกว่าปรองดอง"

อาจลากยาวอีกเป็นเดือน

อย่างไรก็ดี นายสติธร มองในมุมบวกว่า จากกระแสที่ผ่านมา แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และมติของ ป.ป.ช. แต่ปฏิกิริยาของผู้นำมวลชนฝั่งเสื้อแดงก็ไม่ได้ก้าวร้าวรุนแรง ปะทะ หรือต้องการเอาชนะในลักษณะสร้างความวุ่นวายทางการเมือง ถือว่ากล้ำกลืนฝืนทนได้ระดับหนึ่ง สัญญาณแบบนี้เป็นสัญญาณบวก ไม่ชวนทะเลาะ

แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ นายสติธร เชื่อว่าการจะบรรลุทางออกการเมืองในระยะเฉพาะหน้ายังอาจต้องรออีกเป็นเดือน เพราะฝ่าย นปช. หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ก็ยังตรึงกำลังเพื่อแสดงพลังทางการเมือง ไม่ยอมตามความต้องการของนายสุเทพง่ายๆ

" อุณหภูมิการเมืองขึ้นกับ 1-2 สัปดาห์นี้ และจะสะท้อนภาพของสถานการณ์ใน 3-6 เดือนข้างหน้า อย่างน้อยๆ ผู้มีส่วนแก้ปัญหาบ้านเมืองน่าจะมาคุยกัน องค์ประกอบของผู้เกี่ยวข้องอาจไม่ได้ตรงตามที่คุณสุเทพเสนอ 100% เพราะน่าจะเพิ่มฝ่ายรัฐบาลเข้ามาด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็จะครบสามฝ่ายที่ใช้อำนาจอธิปไตย ส่วนจะมีนายกฯคนกลางเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและกลุ่มสนับสนุน ถ้ามีช่องทางที่เขาพอรับได้และเป็นทางออก นายกฯคนกลางก็มีโอกาสเกิด" นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า ระบุ

รัฐบาลสูญเสียอำนาจ-ต้องคุยกปปส.

นายปณิธาน วัฒนายากร นักรัฐศาสตร์ชื่อดังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า ท่าทีของนายสุเทพและ กปปส. คือต้องการให้สถาบันการเมืองที่เหลืออยู่เข้ามาแก้วิกฤติของชาติ ถือเป็นการขยับจุดยืนให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมากขึ้น หลังจากถูกท้วงติงจากนักวิชาการและภาคส่วนต่างๆ ของสังคมมาระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนการเมืองในความเห็นของนายปณิธาน คือ รัฐบาล

"ถือเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยต้องทบทวนตัวเองในประเด็นต่างๆ เช่น สถานภาพทางกฎหมายของผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ยังมีอยู่หรือไม่ มีมากน้อยขนาดไหน เพียงพอที่จะแก้วิกฤติหรือประคับประคองสถานการณ์หรือเปล่า หรือแม้แต่พลังในวุฒิสภา นอกจากนั้นในขณะนี้ยังมีความแปรปรวนในจุดที่ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายและความเป็นเอกภาพสูง เช่น ศอ.รส. (ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย) ด้วย"

"แน่นอนว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังปฏิบัติหน้าที่รักษาการอยู่ และยังเป็นรัฐบาลอยู่ แต่ปัญหาใหญ่คือมีอำนาจน้อยมาก อำนาจน้อยกว่ารัฐบาลรักษาการเสียอีก เพราะเป็นรักษาการของรักษาการอีกที ความเป็นจริงทางการเมืองตรงนี้คงถึงจุดที่ต้องเข้ามาต่อรองกันอย่างจริงจังเพื่อรักษาประเทศ รักษาสถานภาพตัวเองและรัฐบาลเอาไว้ ถ้าได้ร่วมพูดคุยกับ กปปส. เจรจาต่อรอง และผลักดันไปในแนวทางที่สมควร น่าจะดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน"