กกต.เตรียมถกทีมกม. หาข้อยุติผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ยื่นทูลเกล้าร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งได้หรือไม่ 12 พ.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรานงานว่ากกต.จะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกกต.ที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านกฎหมายรวม 8 คน เพื่อหารือถึงความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการทูลเกล้าร่างพ.ร.ฎ. แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งส.ส.ใหม่ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงปัญหาการตราร่างพ.ร.ฎ. ที่กกต. และคณะกรรมการกฤษฎีกาผู้แทนฝ่ายรัฐบาล เห็นขัดแย้งกันกรณีที่จะให้มีการบรรจุถ้อยคำว่าหากเกิดปัญหาให้สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้ไว้ในร่างพ.ร.ฎ.ด้วย
เนื่องจากในการประชุมกกต.เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันกว้างขวางว่า นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีตามความหมายของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2545 มาตรา 10 เป็นผู้มีอำนาจที่จะทูลเกล้าและรับสนองพระบรมราชโองการร่างพ.ร.ฎ. แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งส.ส.ใหม่หรือไม่ ซึ่งฝ่ายสำนักงานกกต.ก็มีความเห็นเป็น 2 ทาง ฝ่ายหนึ่งมองว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนนายกรัฐมนตรีทุกอย่าง เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 195 ที่กำหนดเกี่ยวกับกรณีผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการตรากฎหมายว่าต้องเป็นรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีก็คือรัฐมนตรีและถึงแม้ไม่มีนายกรัฐมนตรีแล้ว รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ก็สามารถทูลเกล้าและรับสนองพระบรมราชโองการได้
แต่ประธานกกต.ในฐานะผู้ร่วมรักษาการตามร่างพ.ร.ฎ.ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้เนื่องจากไม่ใช่รัฐมนตรี ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีสามารถปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯได้เพียงบางอย่างบางเรื่องเท่านั้นทำให้ที่ประชุมเห็นว่าจำเป็นต้องมีความชัดเจนเสียก่อนว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เพียงไร
"ในที่ประชุมกกต.มองว่า เหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ปกติหากกกต. มีการหารือหรือเสนอเรื่องที่เป็นความขัดแย้งกับรัฐบาลเกี่ยวกับการจะให้บรรจุถ้อยคำว่า” ให้สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้หากเกิดเหตุความจำเป็น “ไปยังผู้ที่กกต.เองก็ไม่ชัดเจนว่ามีอำนาจในการทูลเกล้าหรือไม่ อาจทำให้ถูกตีความว่า กกต.ยอมรับแล้วว่าผู้ที่กกต.เสนอเรื่องและหารือด้วยนั้นเป็นผู้มีอำนาจเต็ม และหากท้ายที่สุดมีการยื่นเรื่องให้องค์กรศาลวินิจฉัยว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจทูลเกล้าหรือไม่ กกต.จะอาจต้องตกผู้ร่วมกระทำความผิดไปด้วย ยิ่งมีหนังสือของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้รัฐบาลชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ด้วยแล้ว กกต.ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะครั้งนี้กกต.เป็นผู้เสนอว่าวันเลือกตั้งที่เหมาะสมคือวันที่20ก.ค. ขณะที่รัฐบาลแม้รับที่จะเข้ามาช่วยดูแลการจัดการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลก็ไม่ยืนยัน ว่าจะคุมสถานการณ์ความขัดแย้งจนทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยได้ ดังนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นกับการเลือกตั้งรอบใหม่ กกต.ก็ยากที่รอดจากการที่ไม่ต้องรับผิดชอบเหมือนครั้งที่แล้วได้ จึงจำเป็นที่กกต.จะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะหารือกับรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ค." แหล่งข่าวระบุ
อย่างไรก็ตามที่ประชุมกกต. ยังเห็นว่าแม้กกต.จะมีการหารือกับผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีวันที่14พ.ค.เวลา14.00น. ทางรัฐบาลโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็คงยืนยันว่าตามความหมายของมาตรา 10 วรรคสี่ วรรคห้า ของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเทียบเท่านายกรัฐมนตรี สามารถทูลเกล้า และรับสนองพระบรมราชโองการร่างพ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งส.ส.ใหม่ ได้ แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังและอาจทำให้กกต.ตกเป็นจำเลยก็อาจจะใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 214 มีความขัดแย้งระหว่างองค์กรยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และแน่นอนว่าระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.ไปจนถึงวันที่ 22.พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่เดิมกกต.และรัฐบาลเห็นร่วมกันว่าจะให้ร่างพ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งส.ส.เป็นการทั่วไป มีผลบังคับใช้ เพื่อจะเลือกตั้งวันที่20ก.ค.นั้น เหลืออยู่เพียง8วันซึ่งอาจไม่เพียงพอกับขั้นตอนของการทูลเกล้าและโปรดเกล้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู ดังนั้นมีแนวโน้มว่าแม้วันที่14พ.ค.กกต.และรัฐบาลจะหารือจนได้ข้อยุติในประเด็นผู้มีอำนาจทูลเกล้าแล้ว หรือข้อความในมาตรา4ของร่างพ.ร.ฎ. ก็ยากที่จะเลือกตั้งในวันที่20ก.ค.ได้ทันซึ่งสำนักงานก็ได้เตรียมเสนอปฎิทินแผนงานจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ที่ประชุมกกต.และรัฐบาลพิจารณาแล้ว โดยจะเลื่อนวันเลือกตั้งจากเดิมวันที่20ก.ค.ราว2สัปดาห์คือให้วันที่ 3ส.ค.เป็นวันเลือกตั้ง และให้ร่างพ.ร.ฎ.มีผลใช้บังคับจากเดิมวันที่22พ.ค.เป็นวันที่5มิ.ย.รวมระยะเวลาจัดการเลือกตั้งนับแต่วันที่ร่างพ.ร.ฎ.มีผลใช้บังคับจนถึงวันเลือกตั้ง 58วัน


