นักวิชาการแนะจับตาแผ่นดินไหวภาคตะวันตก จี้จัดทำ "แผนชาติ" รับมือพิบัติภัย
ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แผ่นดินไหวทางภาคเหนือของไทยเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ไม่ใช่ขนาดใหญ่ เพราะทั่วโลกจัดระดับ 6 เป็นเพียงระดับปานกลาง แต่ด้วยความที่จุดศูนย์กลางอยู่ตื้นแค่ 7 กิโลเมตร ทำให้พื้นที่ที่เกิดแรงสั่นสะเทือนได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายในวงกว้าง
ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งมีจุดศูนย์กลางในประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี แม้จะมีคนเสียชีวิตน้อย แต่ตัวอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เสียหายค่อนข้างมาก แผ่นดินไหวรอบนี้ยังเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ และนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว
"นักวิชาการค่อนข้างตกใจและไม่คาดคิดว่าเมืองไทยจะเกิดแผ่นดินไหวแรงๆ เช่นนี้ เพราะเราตามรอยเลื่อนนี้มาตลอด แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดจากกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา พาดผ่านเชียงราย-พะเยา ซึ่งในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา รอยเลื่อนพะเยาเคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้ว 15 ครั้ง วัดความรุนแรงได้เฉลี่ย 3-4 ริกเตอร์ โดยเกิดครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2537 ขนาดความรุนแรง 5.1 ริกเตอร์ ทำให้โรงพยาบาลอำเภอพานเสียหายอย่างหนัก จากนั้นเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้งในวันที่ 13 ก.ย.2555 วัดขนาดความรุนแรงได้ 3.4 ริกเตอร์ ดูจากสถิติจะเห็นว่า 3 -5 ปีมักเกิดแผ่นดินไหว 1 ครั้ง"
"สิ่งที่ทำให้นักวิชาการตกใจ คือ ด้วยศักยภาพของรอยเลื่อนพะเยาจะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวในระดับความรุนแรงแค่ 6 ริกเตอร์ แต่มารอบนี้กลับปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่ ในอดีตรอยเลื่อนในเมืองไทยไม่มีการปล่อยพลังงานอย่างเต็มศักยภาพ ฉะนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นักวิชาการค่อนข้างตื่นเต้น เพราะที่ผ่านมาแทบไม่มีการบอกเหตุมาก่อน"
อย่างไรก็ดี ศ.ดร.ธนวัฒน์ บอกว่า โอกาสที่เมืองไทยจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขนาดนี้คงน้อยแล้ว เพราะรอยเลื่อนไม่มีพลังงานมากขนาดนั้น ที่สำคัญเพิ่งปลดปล่อยพลังงานออกมา เห็นได้จากการเกิดอาฟเตอร์ช็อกหลังแผ่นดินไหวหลายครั้ง
"รอยเลื่อนพะเยาคงไม่ส่งผลต่อรอยเลื่อนอื่นๆ แม้ว่ารอยเลื่อนแต่ละรอยจะมีความสัมพันธ์กัน แต่การขยับตัวนี้ครั้งนี้จะทำให้พลังงานในรอยเลื่อนอื่นๆ ลดลง หากจะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวอีกครั้งคงเป็นเพียงขนาดเล็ก ส่วนความรุนแรงขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปีหรือมากกว่านั้น"
"ตามทฤษฎีหลังเกิดเมนช็อกแล้ว มักจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกยาวนานเป็นปี แต่ของเมืองไทยรอยเลื่อนขนาดไม่ใหญ่เต็มที่ คงเกิดอาฟเตอร์ช็อกไม่เกิน 2-3 เดือน หรือน้อยกว่านั้น จึงอยากให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ อย่าไปกังวลว่าจะเกิดขึ้นอีก แม้ในทางวิทยาศาสตร์อาจเกิดได้บ้าง แต่ในบ้านเราคงน้อยมาก
ส่วนโอกาสของการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8-9 ริกเตอร์ ศ.ดร.ธนวัฒน์ บอกว่า คงยาก เพราะรอยเลื่อนของเมืองไทยมีศักยภาพแค่ 6 ริกเตอร์ ยกเว้นรอยเลื่อนที่ติดกับชายแดนเมียนมาร์ เช่น รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ รอยเลื่อนระนอง-คลองมะรุ่ย เป็นต้น ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้มีโอกาสจะเกิดความรุนแรงระดับ 7-7.5 ริกเตอร์ แต่รอยเลื่อนในประเทศไทยเองเป็นรอยเลื่อนแขนง ไม่ใช่รอยเลื่อนโดยตรง
"ปัจจุบันเมืองไทยมี 13-14 รอยเลื่อน ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก อย่างในภาคตะวันตกไม่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวมานานแล้ว แบบนี้ค่อนข้างน่ากลัว วันนี้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในประเทศญี่ปุ่นยังไม่มีเครื่องมือเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า เต็มที่ก็บอกได้แค่ว่ารอยเลื่อนแบบนี้มีโอกาสจะเกิดแผ่นดินไหวได้เมื่อไร"
เขายังเสนอว่า บทเรียนครั้งนี้นักวิชาการคงต้องเร่งส่งข้อมูลต่อให้นักวางแผนหรือนักวางนโยบายของประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนก่อสร้างอาคาร และจัดโซนอาคารสาธารณะ บ้านพักอาศัย เพื่อรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ไม่เช่นนั้นประชาชนคงต้องมานั่งลุ้นว่าจะเกิดแผ่นดินไหวเมื่อไร
"แต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องตื่นตระหนกมาก เพราะประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวทุกวัน แต่เขายังใช้ชีวิตปกติ เวลาเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเขามักใช้วิกฤติเป็นโอกาสในการฟื้นฟูประเทศ ฉะนั้นประเทศไทยควรใช้วิกฤติครั้งนี้ในการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป”
ด้าน นายสุรพงษ์ สารปะ โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เฝ้าติดตามรอยเลื่อนมาตลอด เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนเพิ่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศอัฟกานิสถาน และเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ประเทศญี่ปุ่น เวลาเกิดแผ่นดินไหว 6-7 ริกเตอร์ จะส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังแผ่นดินในบริเวณอื่นๆ ด้วย
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวกรมอุตุนิยมวิทยาจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีเพื่อวิเคราะห์ว่าจุดศูนย์กลางอยู่ตรงไหน ถามว่าจะสามารถเตือนภัยได้ก่อนล่วงหน้าหรือไม่ เราคงไม่สามารถพยากรณ์ได้ แต่เราสามารถเฝ้าระวังได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก่อน ที่ผ่านมาเรานำเครื่องมือเจาะลงไปในดินเพื่อดูการเคลื่อนที่ของดิน แต่ถ้าเป็นคนโบราณเขาจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
ส่วนโอกาสของการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงซ้ำอีกนั้น นายสุรพงษ์ บอกว่า แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดทุกวัน แต่มีเวลาให้เตรียมพร้อม เมื่อปล่อยพลังงานออกมารุนแรงแล้วจะใช้เวลาสะสมอีกสักระยะ ฉะนั้นภายใน 1 เดือนคงไม่เกิดแผ่นดินไหวแรงๆ ในเมืองไทยอีก แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่สร้างความเสียหาย แต่เคยเกิดครั้งใหญ่ในปี 2526 ความรุนแรง 5.9 ริกเตอร์ที่ จ.กาญจนบุรี ตอนนั้นทุกคนตื่นตระหนกเรื่องเขื่อนแตก จากนั้นในปี 2537 ก็เกิดขึ้นอีกครั้งใน อ.พาน จ.เชียงราย
"หากมองพื้นที่ใกล้เคียงกับไทย เช่น เมียนมาร์ เขาเกิดแผ่นดินไหวได้มากถึง 7 ริกเตอร์ ฉะนั้นมาตรการเรื่องโครงสร้าง การจัดการเรื่องของผังเมือง มาตรการอพยพของเมืองไทยต้องเริ่มเข้มข้นมากขึ้น เพราะเมืองไทยมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวระดับความรุนแรง 7 ริกเตอร์ได้เหมือนกัน"





