ศูนย์ศึกษาสันติภาพ จุฬาฯชี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย มีภาวะใกล้เคียงกับสงคราม
ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง ได้จัดงานเสวนา ในหัวข้อ "จับชีพจรและความรุนแรง เราจะก้าวผ่านอย่างสันติได้อย่างไร" ซึ่งศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง กล่าวว่า ในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น คนไทยจะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างคนศิวิไลยได้อย่างไร โดยที่ไม่ยินดี ให้ท้าย หรือเห็นว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันคนไทยยังสามารถแสดงออกในความคิดเห็นที่ต่างกัน แบบที่สามารถควบคุมความรุนแรงได้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่น่าคิดและท้าทายมากกว่ากลุ่มการเมืองฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ แล้วจะปล่อยให้เสียงความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองที่อึกทึกคึกโครมกลบเสียงชาวบ้านที่เดือดร้อน และบิดเบือนข้อเท็จจริง อย่างโครงการรับจำนำข้าวได้อย่างไร เนื่องจากความรุนแรงกลับเกิดขึ้น กลับไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ได้ตัดสินใจใช้ความรุนแรง แต่เกิดขึ้นเด็ก และประชาชนทั่วไป
ศาสตราจารย์สุริชัย ระบุว่า การที่ประเทศไทยต้องพบกับปัญหาทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับเปิดโอกาสให้ความรุนแรงแฝงตัวและซ้อนเร้นเกิดในสังคมไทย เช่นเดียวกับปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยที่ความรุนแรงไม่ได้อยู่ในแค่พื้นที่ แต่กลับฝั่งรากลึกในจิตใจของทุกคนที่เจอกับปัญหา หรืออย่างกรณีที่บิลลี่หายตัวไปได้สร้างภาวะความหวาดกลัวอย่างได้จงใจ ตราบใดที่ผู้ประสบเหตุการณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยส่วนตัวมองว่า สำหรับปัญหาทางการเมือง สังคมไทยไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไป และเกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่สร้างวัฒนธรรมให้กับสังคม โดยที่ประชาชนจำต้องเลือกข้าง โดยจะเห็นว่า ในขณะนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองได้พัฒนาไปสู่รูปแบบของสงคราม ผ่านตัวแทนที่สร้างความขัดแย้ง เมื่อย้อนกลับมาสู่คำถามเดิม ในสถานการณ์ขัดแย้งนี้ เราแทบจะมองไม่เห็นอนาคตที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไร แต่อย่างน้อย เราพอมีความหวังอยู่บ้าง จากการตื่นตัวของประชาชน และเกิดขึ้นกลุ่มที่ต้องการหาทางออกให้กับประเทศ โดยที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจทางการเมือง
ด้าน ดร.ประทับจิต นีละไพจิตร คณะทำงานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า ในสถานการณ์การเมืองบนความขัดแย้งที่แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มพลังอำนาจใหม่ที่ต้องการอยากจะรักษาไว้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อว่าดี และกลุ่มพลังที่มุ่งทำลายการเปลี่ยนแปลงพลังอำนาจใหม่ ทำให้หลีกเลียงไม่ได้ที่จะนำไปสู่อันตรายและเสี่ยงต่อความขัดแย้ง สำหรับประเทศไทย ยังดีที่มีพื้นที่สันติวิธีที่จะลดและแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งประชาชนไทยต้องอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองนับ 10 ปี สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงอำนาจ ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า ระบบศักดินา ชนชั้นล่าง กลุ่มพลังใหม่ที่เปล่งสียงดังขึ้นในพื้นที่ที่เปิดมากขึ้น ทำให้กลุ่มชนชั้นเก่าเกรงจะสูญเสียอำนาจ นำไปสู่การปราบปราม สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงประหักประหารกัน
ด้านดร.ประทับจิต ชี้ว่า การที่คนในสังคมถูกกระตุ้นให้เลืือกข้างใดข้างหนึ่ง และสนับสนุนให้ความชอบธรรมต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สิ่งนี้เป็นอากาศป่วยทางสังคม ทำให้เราต้องจัดสรรพื้นที่อำนาจทำให้อำนาจกลุ่มใหม่กับกลุ่มเก่าสามารถอยู่รวมกันได้ เราจะทำอย่างไรให้เกิดการยอมรับและปรารถนาทางการเมืองกันได้
" มีปรากฎการณ์ในสังคมไทย เกิดความรู้สึกโกรธ และความรู้สึกกลัวที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยกรณีการโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี มีการโพสต์ข้อความในโลกโซเชียลมีเดียส์อย่างกว้างขวาง ในลักษณะการถกเถียงกันของคนในสังคม แสดงให้เห็นถึงการโต้กลับต่อเหตุการณ์ที่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแบบทันที แต่ได้สร้างจุดรวมและการแสดงความเห็นที่หลากหลายต่อเรื่องหนึ่ง แต่บนความเห็นต่างกัน ประชาชนมุ่งให้เกิดการดำเนินการใดๆ ทางการเมืองโดยยึดกรอบรัฐธรรมนูญ และการไม่เอารัฐประหาร นี่เป็นต้นทุนทางสังคมของประเทศไทย ที่ได้มีการเรียนรู้และนำไปสู่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี อย่างไรก็ตาม เราควรตั้งคำถามต่อสังคม และเปิดพื้นที่โน้มน้าว (คำพูดที่พอฟังได้) ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ทำความเข้าใจและเห็นพ้องด้วยอย่างปลอดภัย อย่างน้อยก็หวังว่า ทุกพรรคการเมืองจะสร้างวัฒนธรรมการโน้มน้าวที่สร้างสรรค์สังคม และหลีกเลี่ยงการเข้าไปจนมุมของปัญหาอีกครั้ง " ประทับจิต
ขณะที่ ดร.จันจิรา สมบัติพูลศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงขณะนี้ สังคมไทยเข้าสู่โหมดการใช้ความรุนแรง จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ระเบิด 4 จุดในกรุงเทพมหานคร ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิิจฉัยต่อกรณีการโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี คู่ขัดแย้งมีการโจมตีพ้นที่เชิงสัญลักษณ์ ทั้งหมดนี้โจมตีสถานที่และบุคคล หรือเหตุการณ์ลอบสังหารนายกมล ดวงผาสุข หรือไม้หนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจากับกลุ่มเสื้อแดง เท่ากับการทำลายพื้นที่ เท่ากับไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้
ดร.จันจิรา กล่าวว่า การก่อเหตุกึ่งวินาศกรรม อย่างเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นใกล้เคียงเวที กปปส. แม้ว่าจะสุ่มผู้ที่เป็นเหยื่อ แต่ก็ทำให้้้้เกิดความกลัว ซึ่งการปะทะเช่นนี้เป็นการสร้างความสูญเสียสูงเป็นการสร้างความรุนแรงแบบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่การระดมมวลชนอาจนำไปสู่การพามวลชนให้เข้าชนกัน คล้ายกับการทำสงครามเข้าไปทุกที เนื่องจากมีการติดอาวุธ ส่องสุมกองกำลัง และอาวุธ หรือที่เรียกว่า ความขัดแย้งมุ่งเอาชีวิต
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงจะกลับหลังลำบาก เมื่อถึงจุดที่มวลชนของแต่ละฝ่ายถูกระดมพลได้ง่าย และติดอาวุธให้กับมวลชน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการระดมพลจะทำอย่างไร เกิดการรักษาพื้นที่ของกลุ่มชุมนุมให้ห่างกัน หลีกเลี่ยงการปะทะ กรณีที่แกนนำปลุกระดมมวลชนที่มุ่งให้เกิดปะทะกัน ผู้ชุมนุมต้องรู้เท่าทัน มีการเฝ้าระวังความรุนแรง และท่ามกลางรู้จักวิธีปกป้องตัวเอง





