วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

กปปส.'รุก'วันเผด็จศึก..นปช.'รับ'วันปราบกบฏ

กปปส.'รุก'วันเผด็จศึก..นปช.'รับ'วันปราบกบฏ

รายงานพิเศษ : กปปส. "รุก" วันเผด็จศึก นปช. "รับ" วันปราบกบฏ

ช่วงเวลากลางเดือนพ.ค. ที่จะถึงนี้ นักวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ต่างจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหว "ชุมนุมมวลชน" ครั้งใหญ่ของ กปปส. และ นปช.

ดังที่ทราบกัน ทั้งสองกลุ่มอาศัย "ปัจจัยภายนอก" คือผลแห่งการชี้มูลคดีจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผลของคำวินิจฉัยในคดีของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ มากำหนดยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จึงกำหนดให้วันที่ 14 พ.ค. เป็น "วันเผด็จศึก" ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ก็กำหนดให้วันที่ 10 พ.ค. เป็นจุดเริ่มต้นของ "วันปราบกบฏ"

ต่างฝ่ายต่างคาดเดาผลลัพธ์แห่งคดีความดังกล่าว และกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ โดย กปปส. ต้องสถาปนารัฏฐาธิปัตย์

สำหรับ นปช. มีธงชัดเจน คือ "เลือกตั้ง 20 ก.ค." หากมีนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 หรือ การรัฐประหาร นปช.ก็จะพลิกเกมจากรับเป็นรุกโดยพลัน

สงครามครั้งสุดท้าย

"นัดครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้าย นัดเดียวเท่านั้น แล้วจบ...ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายจริงๆ เราจะทำเพื่อชาติแผ่นดินครั้งใหญ่ ให้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย"

คำประกาศของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ บนเวที กปปส.สวนลุมพินี ตอกย้ำการต่อสู้ตามแผนวันเผด็จศึก

เริ่มจากวันที่ 5 พ.ค. คือ วันฉัตรมงคล มวลชน กปปส. เดินเท้าจากสวนลุมพินี ไปสนามหลวง โดยไม่มีการปราศรัยโจมตีรัฐบาล และนายกฯ เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันมหามงคล

เมื่อเสร็จพิธีถวายพระพรชัยมงคล และถวายสัตยาธิษฐานแล้ว ขบวน กปปส.ก็จะเคลื่อนกลับสวนลุมพินี

วันที่ 6 พ.ค. จะหยุดพักการเคลื่อนขบวน 1 วัน ต่อจากนั้น ก็จะมีกิจกรรมเคลื่อนขบวนชวนเชิญประชาชนเข้าร่วมชุมนุมในครั้งสุดท้าย

วันที่ 13 พ.ค. ตรงกับวันวิสาขบูขา กปปส.จะมีการทำบุญใหญ่เพื่อไล่เสนียดจัญไร และวันที่ 14 พ.ค. จะรวมพลครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อเรียกคืนอำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่ประชาชน

นัยว่าแผนเผด็จศึกของ กปปส. จะเริ่มตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 13 พ.ค. ซึ่งวันนั้น กปปส. จะย้ายเวทีจากสวนลุมพินีไปปักหลักที่ถนนราชดำเนิน และเมื่อวันรุ่งขึ้น กปปส. จะเริ่มปฏิบัติการ "ปฏิวัติโดยประชาชน" ด้วยแผน "ดาวกระจาย" ไปในสถานที่สำคัญต่างๆ

การยกระดับการชุมนุมตามแผนวันเผด็จศึก จะทำให้เกิดการเผชิญหน้า ระหว่าง กปปส. กับ นปช. ซึ่งแนวโน้มของสถานการณ์ อาจก่อให้เกิดความรุนแรง และมันจะกดดันไปที่กองทัพโดยตรง

แหล่งข่าวในกลุ่มแกนนำ กปปส.คาดหวังว่า "คราวนี้กองทัพคงต้องขยับแน่ เพียงแต่ว่าจะขยับอย่างไรเท่านั้น ครั้งนี้เกมต้องจบ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นการจบชั่วคราว ในระยะยาวก็ยังต้องสู้กันต่อไป"

เดินรณรงค์กู้ชาติ

"เดินทางกู้ชาติ ถวายคืนอำนาจ เจริญมนต์ถวายพระราชกุศล"

นี่คือแคมเปญกู้ชาติของ หลวงปู่พุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. ภาค 7 เวทีแจ้งวัฒนะ ที่กำหนดแผนการชัดเจนว่า จะเคลื่อนขบวนมวลมหาประชาชนไปยัง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ซึ่งจะเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ 16 พ.ค. และจะเดินทางกลับในวันที่ 18 พ.ค.

หลวงปู่พุทธะอิสระ เชื่อในแนวทาง "ถวายคืนพระราชอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3" ซึ่งรัฐธรรมนูญตามมาตรา 3 บัญญัติไว้ว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม"

กล่าวถึงที่สุด แนวทางของหลวงปู่พุทธะอิสระ ก็เหมือนของ "คณะรัฐบุคคล" โดย พล.อ.สายหยุด เกิดผล และ อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่พยายามชูแนวทาง "พึ่งพระบารมี" เพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศ

พร้อมกันนั้น อาจารย์ปราโมทย์ รับปากว่าจะเป็นผู้ทำหน้าที่ร่างหนังสือเพื่อยื่นถวายฎีกาฯ สำหรับการที่จะ "เดินรณรงค์กู้ชาติ"

หลวงปู่พุทธะอิสระ ยังฝากถึง "กำนันสุเทพ" ว่า หากวันที่ 14-15 พ.ค. ยังปิดเกมไม่ได้ ขอให้นายสุเทพและแกนนำคนอื่นๆ หันมาใช้มาตรา 3 ถวายคืนพระราชอำนาจ โดยวิธีการดังกล่าวจะไม่ทำให้แกนนำ และผู้ชุมนุม กปปส. เสียความรู้สึกหรือเสียหน้า แต่เป็นการให้เกียรติผู้ร่วมอุดมการณ์

รอได้รอ..รุกได้รุก

การเลื่อนชุมนุมใหญ่บ่อยครั้ง อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองว่า แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไม่พร้อมรบแตกหัก!

แต่ในมุมของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กลับมองว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้คือการดำเนินยุทธศาสตร์ "ขั้นรับ" หรือ "ตรึงกำลัง" จึงยึดเอาวันนัดหมายการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เป็นหลัก

เดิมทีแกนนำ นปช. ประเมินว่า กปปส. จะดีเดย์ "รุกใหญ่" ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. จึงประกาศชุมนุมใหญ่ที่ ถนนอักษะ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในวันที่ 6 พ.ค. 2557

ระหว่างรอชุมนุมใหญ่ นปช. จึงจัดชุมนุมย่อยตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ในวันที่ 26 เม.ย.- 1 พ.ค. 2557 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชัยภูมิ พิจิตรอุตรดิตถ์ ลพบุรี และ สุพรรณบุรี

การจัดเวทีปราศรัยที่สนามกีฬาจังหวัดอุตรดิตถ์ "จตุพร" ประธาน นปช. ได้เปลี่ยนการนัดมาจากวันที่ 6 พ.ค. มาเป็นวันที่ 5 พ.ค. และกำหนดเป็นวันปราบกบฏ เนื่องจาก กปปส.กำหนดทำกิจกรรมในวันมหามงคลเช่นเดียวกัน

ต่อมา "จตุพร" เลื่อนนัดหมายชุมนุมอีกครั้ง คือเลื่อนไปเป็นวันเสาร์ที่ 10 พ.ค. เพื่อเลี่ยงข้อครหาโจมตีว่า ไม่จงรักภักดีโดยจัดการชุมนุมการเมือง ตรงกับวันฉัตรมงคล

ดังนั้น นปช. จึงจัดการชุมนุมเวทีย่อยต่อไปอีก โดยเริ่มที่เขตมีนบุรี, บางพลี สมุทรปราการ, ท่าน้ำนนทบุรี และ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง

แม้ว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดิน จะออกแคมเปญ "หยุดล้มล้างประชาธิปไตย เมื่อความอยุติธรรมเป็นกฎหมาย การต่อต้านจึงเป็นหน้าที่" ก็มิได้หมายความว่า จะเปิดเกมรุกทันที ที่ ป.ป.ช. ชี้มูลหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีที่เป็นลบต่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ พรรคเพื่อไทย

"ผลลัพธ์ในการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม น่าจะหลังวันที่ 6 หรือ 7-8 ได้หมด และกำหนดการของสุเทพ ก็กำหนดไว้ 14 ก็คงจะเห็นผลลัพธ์ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การเล่นงานนายกฯ เป็นการเล่นงานอย่างอยุติธรรม แต่เราก็ยังมองว่า เรายังพอเดินหน้าต่อไปได้ ถ้ากระบวนการนี้ยังไม่ล้มล้างประชาธิปไตย" นายจตุพร ประเมินสถานการณ์ผ่านสื่อออนไลน์ของคนเสื้อแดง

ปลุกคนอีสานป้องปู

ด้านอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย โดยการนำของนายอดิศร เพียงเกษ, นายไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส.นครพนม, นายขจิต ไชยนิคม อดีต ส.ส.อุดรธานี, นายนิยม เวชกามา อดีต ส.ส.สกลนคร,นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี ฯลฯ ก็จัดชุมนุมปราศรัยในภาคอีสาน นามว่า "ขบวนการคนอีสานปกป้องประชาธิปไตย"

การจัดเวทีปราศรัย "คนอีสานปกป้องประชาธิปไตย" หรือเวที "ปกป้องยิ่งลักษณ์ นักสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยขบวนการคนอีสาน" ได้ตั้งเป้าไว้ 10 จังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่งจะเป็นการชุมนุมคู่ขนานกับ นปช. โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. ไปจนถึงวันที่ 8 พ.ค. 2557

อย่างไรก็ตาม อดีต ส.ส.อีสานเหล่านี้ ก็จะระดมมวลชนคนเสื้อแดงเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ ที่ ถนนอักษะ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

สรุปว่า นปช. จะอยู่ในที่ตั้ง คือที่ถนนอักษะ โดยแกนนำคนเสื้อแดงเชื่อว่า เมื่อไม่เกิดเหตุมวลชนสองขั้วปะทะกันอย่างรุนแรง ทหารก็ไม่มีเงื่อนไขทำรัฐประหารได้

"เราจะลดเงื่อนไขทุกอย่าง แต่เราต้องตรึงกำลัง หากไม่มีคนเสื้อแดงตรึงกำลัง ก็ง่ายต่อการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง"

อ่านเกมของแกนนำ นปช. จะรอ 2 เงื่อนไข คือ นายกรัฐมนตรี มาตรา 7 และ การรัฐประหาร จึงจะเปิดเกม "รุกโต้กลับ" แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

อ่านเกมของแกนนำ กปปส. จะรอเงื่อนไขให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ คณะรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง จึงจะเปิดเกม "รุกกดดัน" ให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองแบบ 14 ตุลา

บทสุดท้ายของเกมมวลชน บนถนนสายแย่งชิงอำนาจ จะจบอย่างไร? คงคาดเดากันได้ แต่จบแล้วจะเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่? ยากที่จะประเมินในเวลานี้