วุฒิสภา ลงมติเดินหน้าเลือกปธ.-รองปธ.วุฒิสภาและกมธ.สามัญ วันที่9พ.ค. หลังหารือโต้แย้งนานเกือบ3ชั่วโมง
“สว.อนุรักษ์- วิชาญ” เห็นแย้งพร้อมเตือนวุฒิสภาทำผิดรธน. หลังทำเรื่องเกินกว่า พ.ร.ฎ.เรียกประชุมกำหนด ด้าน “สว.กลุ่ม40” โต้แย้งและขอให้ยึดประโยชน์ชาติ มอง สว.เป็นสถาบันที่ช่วยแก้วิกฤตการเมืองได้
ในการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิภา ได้มีมติเห็นชอบกับญัตติที่เสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา รวมถึงกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา จำนวน 22 คณะ ในการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 9 พ.ค. หลังจากที่ที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายนานเกือบ 3 ชั่วโมง
โดยก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 14.50 น. นายตรี ด่านไพบูลย์ สว.ลำพูน ได้หารือต่อที่ประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ว่า หลังจากที่สว.ชุดใหม่ได้เข้าปฏิญาณตนเพื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นสว. แล้วถือว่ามีสถานะการทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยหน้าที่สำคัญที่ดำเนินการได้คือในฐานะเป็นกรรมาธิการ
โดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 135 ว่าด้วยการให้สมาชิกตั้งเป็นกรรมาธิการสามัญ ประกอบกับข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อที่ 78 ว่าด้วยระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการสามัญสามารถดำเนินการใด ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายได้ ดังนั้นตนมองว่าภารกิจดังกล่าวถือเป็นไปตามกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด สมควรที่จะตั้งกรรมาธิการหรือคณะทำงานเหมือนกับการดำเนินการที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกบุคคลที่มาเป็นประธานวุฒิสภาด้วย
จากนั้นนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ฐานะปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา ได้เปิดโอกาสให้ที่ประชุมได้หารือในประเด็นดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่ได้อภิปรายสนับสนุนให้ที่ประชุมได้ดำเนินการตั้งสว.เข้าไปเป็นกรรมาธิการ เพราะถือเป็นกิจการภายในของวุฒิสภา โดย พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สว.สรรหา อภิปรายสนับสนุนให้ที่ประชุมดำเนินการตั้งสว.เข้าทำหน้าที่ในกรรมาธิการฯ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ตนกังวลว่าหากไม่ตั้งสว.เข้าทำหน้าที่กรรมาธิการไปจนกว่าจะมีการเปิดประชุมสมัยสามัญอาจถูกสังคมวิจารณ์ได้ว่าทำงานไม่คุ้มกับเงินเดือน เนื่องจากสว.ปัจจุบันได้รับเงินเดือนกว่าแสนบาทและสว.แต่ละคนมีที่ปรึกษาและผู้ชำนาญการประจำตัว ที่ได้รับค่าตอบแทน 2 - 3 แสนบาทต่อเดือน
ขณะที่นายอนุรักษ์ นิยมเวช สว.สรรหา อภิปรายว่าการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้กำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนและเป็นเรื่องเฉพาะ ดังนั้นการเสนอญัตติเพื่อพิจารณาตั้งกรรมาธิการฯ ไม่อาจสามารถทำได้ และอาจจะมีปัญหาด้านข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตามในการประชุมวุฒิสภาที่ผ่านมา อาทิ วันที่ 27 ก.ย. 53 ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้มีการขอตั้งกรรมาธิการฯ เพิ่มเติม แต่ที่ประชุมวุฒิสภาไม่อนุญาตให้ดำเนินการเพราะไม่ได้อยู่ในขอบเขตของสมัยประชุม และต้องส่งเรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา โดยสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ ดังนั้นตนขอให้พิจารณาให้รอบคอบว่าการตั้งกรรมาธิการสามัญ สามารถทำได้ในการประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นำไปเป็นประเด็นการฟ้องร้อง ว่าวุฒิสภากระทำการโดยมิชอบต่อพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2557 หรือไม่
ทำให้สว.สายสรรหา ใช้สิทธิ์อภิปรายและอธิบายข้อกฎหมาย อาทิ นายวันชัย สอนศิริ สว.สรรหา อภิปรายว่า การทำหน้าที่ของวุฒิสภาไม่ได้ทำให้แผ่นดินหรือราชการเสียหาย การกำหนดรายละเอียดใน พ.ร.ฎ.เรียกประชุมสมัยวิสามัญ แห่งรัฐสภา โดยรัฐบาลนั้น ตนมองว่ารัฐบาลเป็นเพียงทางผ่านให้วุฒิสภาได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ปิดกั้นการทำงานของวุฒิสภา หากมีการตีความกฎหมายว่าวุฒิสภาไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เกินกว่าเรื่องที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ.เรียกประชุมสมัยวิสามัญ อาจมีผู้ตีความว่าการกล่าวคำปฏิญาณตนต่อสว.ใหม่ไม่สามารถทำได้เช่นกัน
ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา กล่าวว่าการกำหนดรายละเอียดใน พ.ร.ฎ.เรียประชุมสมัยวิสามัญ โดยรัฐบาลนั้นเข้าข่ายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการเขียนพ.ร.ฎ.ที่เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และเข้าข่ายแทรกแซงการทำงานของวุฒิสมาชิก
ส่วนนายคำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา อภิปรายว่าตนถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าวุฒิสภาจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศได้หรือไม่ ดังนั้นการทำหน้าที่ของวุฒิสภาตนมองว่าควรคำนึงถือการกระทำที่เป็นไปในแนวทางของการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง อย่างไรก็ตามการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) จำเป็นต้องตีความเพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 (2) ระบุถึงการกำหนดให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยการตั้งกรรมาธิการ รวมถึงการเลือกประธานวุฒิสภา ได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันดังนั้นมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อว่าต้องแยกว่ากิจกรรมใดเป็นกิจกรรมปกติของวุฒิสภาหรือเป็นเรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
“การเลือกประธานวุฒิสภา ถือเป็นความจำเป็นของการประชุมวุฒิสภา หากไม่มีอาจจะทำให้การทำงานสะดุด รวมถึงมีข้อจำกัดและเกิดช่องว่างตามรัฐธรรมนูญได้ อาทิ กรณีที่ประธานวุฒิสภาต้องทำหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภา” นายคำนูณ กล่าว
หลังจากการอภิปรายนาน 2 ชั่วโมง นายตรี เสนอญัตติด้วยวาจาต่อที่ประชุมเพื่อเลือกบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา, รองประธานวุฒิสภา และกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา ทำให้นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สว.สรรหา ได้เสนอญัตติต่อที่ประชุมให้เลื่อนการพิจารณาเลือกบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา, รองประธานวุฒิสภา ออกไปก่อน อย่างไรก็ตามหลังการเสนอญัตติดังกล่าว ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้นายวิชาญ ได้อภิปรายว่าตนจะไม่ขอเข้าร่วมกับการพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภาต่อการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา เนื่องจากกังวลว่าจะเป็นการร่วมกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้นายตรี เสนอญัตติแยกการเลือกบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา ออกจากญัตติกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา แต่นายวันชัย ไม่เห็นด้วยและเสนอญัตติให้ร่วมลงมติทั้ง 2 ประเด็นในคราวเดียว ผลปรากฎว่าที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ 65 เสียงต่อ 23 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เห็นชอบกับญัตติกับเลือกบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา, รองประธานวุฒิสภา และกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา และเมื่อเวลา 17.30 น. ที่ประชุมได้สรุปให้กำหนดวันพิจารณาตามญัตติดังกล่าว ในวันที่ 9 พ.ค.





