รายละเอียดจากเอกสารป.ป.ช.ลงมติ ถอดถอน 36 ส.ว. 6ประเด็น ปมแก้รัฐธรรมนูญ ที่มาส.ว.
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับ ผลการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 270 เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในประเด็นเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และพิจารณาและลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ในวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๕๐ ราย (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 261 - 310 (รายชื่อแนบ)) ในประเด็นต่างๆ สรุปได้ดังนี้
๑.การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ลำดับที่ (๒๖๓) (๒๗๐) และ (๒๘๘) รวม 3 ราย ซึ่งได้ร่วม ลงลายมือชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา แต่มิได้พิจารณาและลงมติ ในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ และวาระที่ ๒ ขั้นพิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา และวาระที่ 3 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ลำพังเพียงการร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยที่ยังมิได้พิจารณาในวาระต่างๆ ยังฟังไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป
๒.การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ลำดับที่ (๓๐๖) และ (๓๐๘) รวม 2 ราย ซึ่งได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และมิได้พิจารณาและลงมติในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ และวาระที่ ๒ ขั้นพิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา แต่ได้ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในวาระที่ 3 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เห็นควรให้ข้อกล่าวหา เป็นอันตกไป
๓.การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ลำดับที่ (๒๖๑ - ๒๖๒) (๒๖๔ - ๒๖๗) (๒๖๙) (๒๗๔) (๒๗๖ -๒๘๐) (๒๘๖) (๒๙๒) (๒๙๔) (๒๙๖ -๒๙๘) (๓๐๓ -๓๐๔) (๓๐๙) รวม ๒2 คน ที่ได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต่อมาได้พิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 และลงมติในวาระที่ ๒ โดยเฉพาะมาตรา ๖ และลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การที่ ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการทั้งหมดดังกล่าวถือว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคหนึ่ง
๔.การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ลำดับที่ (268) (273) (275) (281-282) (285) (287) (290) (295) (299) (301-302) และ (307) รวม 13 ราย คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และได้พิจารณาและลงมติในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ และลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 โดยมิได้พิจารณาลงมติเห็นชอบในวาระที่ 2 โดยเฉพาะมาตรา 6 ก็ถือว่าการกระทำดังกล่าวของผู้ถูกกล่าวหา มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคหนึ่ง
๕. การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ลำดับที่ (271-272) (283-284) (289) (291) (293) (300) (305) รวม 9 ราย คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และได้พิจารณาและได้ลงมติเพียงเฉพาะในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ แต่มิได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 2 โดยเฉพาะในมาตรา 6 นั้นและมิได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 พฤติการณ์ยังฟังไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เห็นควรให้ข้อกล่าวหาประเด็นนี้เป็นอันตกไป
๖.ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 310 ซึ่งได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และได้พิจารณาและลงมติในวาระที่ ๒ โดยเฉพาะมาตรา ๖ แต่มิได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ได้พิจารณาและลงมติเห็นชอบในมาตรา 6 ถือว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคหนึ่ง แล้ว แม้ต่อมาจะมิได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 ก็มิได้เป็นเหตุให้การกระทำดังกล่าวไม่มีมูลความผิดแต่อย่างใด คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคหนึ่ง
สำหรับการกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ลำดับที่ ๒๖๑-๓๑๐ ซึ่งได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และได้พิจารณาและลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๑/๑ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ถือว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป
โดยที่ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหา ลำดับที่ ๒๖๑-๓๑๐ ดังกล่าว เป็นข้อกล่าวหาที่ประธานวุฒิสภาส่งมาเป็นเรื่องสำคัญและได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว จึงให้แยกทำรายงานเฉพาะ ข้อกล่าวหาดังกล่าวส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณาก่อน ตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๒๗๓ และมาตรา ๒๗๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
สำหรับในส่วนของการดำเนินคดีอาญาขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ผลเป็นประการใดจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง


