วิเคราะห์ : อ่านเกม"อภิสิทธิ์"เดินสายหาทางออก โมเดลเลือกตั้งสู่ "รัฐบาลปฏิรูป"
การเดินสายพบปะบุคคลสำคัญต่างๆ ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะมีเจตนาดี แต่ก็ถูกตั้งคำถาม ซึ่งบางคำถามก็แรงพอสมควร เพราะต้องยอมรับว่า นายอภิสิทธิ์คือหนึ่งในคู่ขัดแย้ง
เมื่อ "คู่ขัดแย้ง" มาเดินเกม "ปรองดอง" เสียเอง ก็ย่อมมีแรงเสียดทานมากเป็นธรรมดา
ตัวนายอภิสิทธิ์ก็ดูจะทราบดี จึงพูดหลายครั้งระหว่างให้สัมภาษณ์ทำนองว่า "รู้ว่ายาก แต่ไม่ท้อ"
กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีหลายฝ่ายสงสัยว่า นายอภิสิทธิ์ออกมาแสดงบทบาทนี้ด้วยสาเหตุอะไร เพราะข้อใหญ่ใจความของสิ่งที่คาดว่าเป็น "ข้อเสนอ" นั้น น่าจะขัดกับแนวทางของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.อย่างสิ้นเชิง เพราะ นายอภิสิทธิ์ เริ่มพูดชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะลุยปฏิรูปโดยไม่พูดถึงการเลือกตั้งเลย...คงไม่ได้
"กรุงเทพธุรกิจ" เก็บข้อมูลจากหลายๆ คนทั้งที่อยู่ใกล้ตัวนายอภิสิทธิ์ ร่วมวงพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ และนักสังเกตการณ์การเมือง เพื่อประมวลว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รายนี้ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงของคนเสื้อแดง...กำลังทำอะไรอยู่
1.มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงที่นายอภิสิทธิ์เปิดตัวแรกๆ ไม่มีความชัดเจนในแง่บทบาทว่าต้องการเป็น "คนกลาง" หรือไม่ เพราะในทางทฤษฎีเป็นเรื่องยากที่คู่ขัดแย้งจะมาเล่นบท "คนกลาง" ต่อมานายอภิสิทธิ์น่าจะรับทราบประเด็นนี้ จึงออกมาแถลงว่าไม่ใช่ "คนกลาง" ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
2.สิ่งที่หลายฝ่ายฟังแล้วรู้สึกแปลกใจในแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ คือ เขามองว่าคู่ขัดแย้งหลักในวิกฤตการณ์การเมืองเที่ยวนี้ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ทุกคนน่าจะรู้กันดีว่าไม่ใช่ และปัญหาความขัดแย้งจริงๆ ลึกซึ้งมากกว่านั้น
3.นายอภิสิทธิ์กำหนดบทบาทให้ตัวเองได้เก่ง และอาศัยจังหวะที่ดีในการดึงตัวเองเข้ามาในวงจรการหาทางออกให้กับประเทศ จึงได้ภาพเชิงบวกจากสังคมไปพอสมควร และมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับเครือข่ายที่ทำเรื่องปฏิรูปมาก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ได้อิงกับฟากฝ่ายทางการเมืองมากนัก
4.จุดแข็งที่สุดของนายอภิสิทธิ์ที่ออกมาเคลื่อนไหวหาทางออกให้กับประเทศ คือ นายอภิสิทธิ์มีความใกล้ชิดและน่าจะเป็นคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อนายสุเทพมากที่สุด แต่ไม่มีความชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์เคยคุยกับนายสุเทพในเรื่องนี้มาก่อนหรือไม่
5.เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการสิ้นสภาพของ "รัฐบาลรักษาการ" น่าจะเป็นประเด็นที่เถียงกันไม่จบในทางกฎหมาย แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ แต่การจะให้รัฐบาลทั้งคณะสิ้นสภาพไปด้วยโดยไม่มีการรักษาการอีกต่อไป ย่อมมีประเด็นข้อกฎหมายให้ถกเถียงกันได้ทั้งสิ้น
6.หลายฝ่ายที่เคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปตามครรลองที่ถูกต้องเห็นตรงกันว่า การไม่มีรัฐบาลรักษาการ หรือบีบให้รัฐบาลรักษาการพ้นสภาพไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป เพราะอธิบายสังคมโลกได้ยาก เพราะการจะให้ใครมาทำอะไรบางอย่างในลักษณะ "อำนาจพิเศษ" ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนานโดยไม่เลือกตั้ง แม้จะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในสายตาต่างประเทศ
จากประเด็นต่างๆ ที่ประมวลมาเชื่อว่านายอภิสิทธิ์อ่านออก จึงปรับท่าทีใหม่ด้วยการหันมา "ตั้งธง" เลือกตั้งเพื่อการปฏิรูป ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด
อย่างไรก็ดี แนวทางที่ว่านี้แม้จะมีความเป็นไปได้สูง ทว่าแต่ละฝ่ายในวงขัดแย้งก็ยังเห็นต่างกันอย่างมาก ซึ่งต้องใช้เวลาพูดคุยกัน ฉะนั้นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ คือ อย่าเพิ่งกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจนตายตัวเร็วเกินไป ควรเปิดช่องให้มีเวลาในการที่แต่ละฝ่ายได้พูดคุยกันก่อนด้วย
โมเดลที่คาดว่านายอภิสิทธิ์จะเสนอ และคล้ายคลึงกับที่เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป และกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ เคยเสนอ คือ การปรับทิศเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าไม่ใช่การหย่อนบัตรลงคะแนนอย่างเดียวโดดๆ แต่ต้องมองเชื่อมโยงไปถึงการปฏิรูป และทางออกของประเทศด้วย เพราะการปฏิรูปคือ "จุดร่วม" ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ส่วนการเลือกตั้งก็สามารถนำมาโยงกับการปฏิรูปได้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องนำเรื่องการปฏิรูปมาเป็นปัจจัยหนึ่งของการเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่การกำหนดวันที่สะดวกในการไปลงคะแนน แต่ปัญหายังมีอยู่เหมือนเดิม
หากย้อนดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ ศาลเน้นว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องจัดให้ได้ในวันเดียว ฉะนั้นถ้าจัดเลือกตั้งโดดๆ แล้วเดินหน้าไป ก็จะมีปัญหาถูกขัดขวางแบบเดิม และก็จะทำให้การเลือกตั้งไม่เสร็จในวันเดียว กลายเป็นการเลือกตั้งโมฆะอีก ฉะนั้นการเลือกตั้งที่จะลดความขัดแย้ง มีความเป็นไปได้ และแก้ปัญหาการเมืองด้วย ต้องโยงกับการปฏิรูป
โมเดลที่หลายฝ่ายคิดค่อนข้างตรงกันแล้ว คือ รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเป็น "รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป" และต้องกำหนดระยะเวลาการทำงานไม่นานนัก ซึ่งจะนำไปสู่การลดการแข่งขันเรื่องนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เหมือนกับการแข่งขันตามปกติ แต่มีภารกิจเพื่อการปฏิรูป และอาจมีการทำประชามติเกี่ยวกับประเด็นที่จะปฏิรูปเพื่อเป็นหลักประกันว่าหลังการเลือกตั้งแล้ว การปฏิรูปจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่มีใครบิดพลิ้วได้
ระยะเวลาสำหรับกระบวนการนี้จนถึงวันเลือกตั้ง คือ 90 วันบวก โดยระยะเวลาที่บวกจะนานเท่าไรขึ้นกับช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายจะได้พูดคุยกัน ส่วนข้อเสนอเรื่องการทำประชามตินั้น จะทำหรือไม่ได้ แต่ถ้าทำก็จะนำไปสู่หลักประกัน เพราะใช้เสียงประชาชนยืนยัน
สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องทำเพื่อกระบวนการนี้ คือ ยอมถอยคนละนิด อาจไม่ถึงกับถอยคนละก้าว แต่เป็นถอยคนละครึ่งก้าว ซึ่งหากฟังจากฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายกฯยิ่งลักษณ์ สัญญาณน่าจะเป็นบวก
โจทย์การเมืองวันนี้จึงหนีไม่พ้นการย้อนกลับไปตั้งคำถามกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ กปปส.ว่าจะเอาอย่างไร!





