16 ปีสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญ "ชวน"เชื่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นเสาหลักให้สังคม "บวรศักดิ์" เปิด 7 แนวทางปฏิรูปประเทศ
ศาลรัฐธรรมนูญจัดโครงการสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ 16 ปีศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง“การปฏิรูปการเมืองภายใต้หลักนิติธรรม” มีนายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ อดีตประธานกกต.พร้อมด้วยนักวิชาการด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ นักศึกษาหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย(นธป.)นักศึกษาหลักสูตรระดับสูงจากกองบัญชาการศึกษาตำรวจ ร่วมรับฟังการสัมมนา ซึ่งการบรรยาพิเศษดังกล่าว มีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้บรรยาย
โดยนายจรูญ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า เนื่องในวาระครบรอบ16 ปีศาลรัฐธรรมนูญ มีการจัดสัมมนา เชื่อว่าการจัดสัมมนาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูป การเมืองไทยสอดคล้องกับปรากฏการณ์การเมืองไทยที่เกิดขึ้นขณะนี้ รัฐธรรมนูญ40 เป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปการเมืองไทย เป็นครั้งแรกที่การร่างรัฐธรรมนูญเกิดจากความร่วมมือร่วมมือร่วมใจของคนในชาติ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมให้เข้มแข็งขึ้น และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรกปัจจุบันรัฐธรรมนูญปี 50มีเจตนารมณ์ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว มุ่งเน้นหลักนิติธรรม ดังปรากฎตามมาตรา 3วรรคสอง ดังนั้นการสัมมนาหัวข้อดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการสนองตอบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญทั้ง2ฉบับดังกล่าว
จากนั้นนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวติดตลกว่า หวังว่าพูดจบแล้ว เอ็ม79 จะไม่ลงบ้าน เพราะไม่ใช่บ้านตนเป็นบ้านเช่า ตนขอพูดในฐานะผู้ปฏิบัติและขอแสดงความยินดีที่สถาบันนี้ก่อตั้งมา 16 ปี ถ้านับอายุสถาบันหนึ่งก็ไม่นานนัก แต่ก่อนที่จะมาเป็นสถาบันก็เคยมีภารกิจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อมีการกำหนดตัวตนชัดเจน กำหนดบทบาทชัดเจน ทำให้ความเป็นองค์กรสถาบันได้รับการยอมรับ ประสบการณ์ 16 ปี เป็นประการณ์ไม่มาก ประเด็นผ่านการพิจารณาไม่มากมายเหมือนอายุการเปลี่ยนแปลงการปกครอง81 ปี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ความเห็นของนักวิชาการจะยังแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติธรรมดา เป็นปรากฎการณ์ที่สถาบันท่านต้องพบช่วงหนึ่ง ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ อนาคตน่าจะไม่เลวร้ายกว่านี้ ในฐานะที่ทำงานด้านกฎหมาย และเป็นนักกฎหมายเชื่อว่าการปกครองที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนน่าจะจบลงด้วยการปกครองที่ยึดกฎเกณฎ์กติกา ทุกคนอยู่ภายใต้กฎกติกายึดหลักนิติธรรม กฎเกณฎ์ไม่ดีต้องแก้ไข เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดพรรคประชาธิปัตย์ นิมนต์พระมา โดยพระคุณเจ้าแสดงความเห็นเรื่องการปฏิรูปว่าต้องพูดให้ชัดว่าจะปฏิรูปอะไรเพราะฝ่ายโกงก็จะปฏิรูปการโกงให้แยบคายขึ้น ซึ่งการปฏิรูปคือการทำให้เกิดความเหมาะสมที่ดีขึ้น ไม่ใช่ทางที่ร้าย
นายชวน กล่าวต่อว่า 81 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ล้มลุกคุกคลาน ซึ่งเป็นการปรับปรุงตัวเองทั้งในทางบวกและลบ แม้มีสิ่งไม่พึงประสงค์เช่นการยึดอำนาจ ทหารกลายเป็นอุปสรรคในประชาธิปไตยสมัยนั้น ยุคสมัยที่ตนเป็นส.ส.แรกๆหรือ45ปีที่ผ่านมาเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ได้มาจากประชาชนอย่างภาคภูมิใจ แต่ดีกว่าก่อนนั้นที่มีการปฏิวัติ ต่อมาการปฏิรูปหลักนิติธรรมมาพร้อมปฏิรูปการเมือง จากกึ่งเผด็จการกลายมาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น สอนคนไทยให้รู้ว่าประชาธิปไตยมีความหมาย การเมืองมีส่วนพัฒนาหรือปฏิรูปกลไกหลักนิติธรรมมาโดยลำดับในการให้สิทธิประชาชน แต่ถ้าเจาะจงเฉพาะว่าหลักนิติธรรมที่พูดถึง 80 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลักนิติธรรมมีการปฏิรูปมากน้อยแค่ไหน ต้องแยกเป็นประเด็น ยอมรับว่าการให้สิทธิประชาชนมีมากขึ้น แต่บางเรื่องไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่นกฎเกณฑ์กติการการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมากกว่ายุคก่อน ตนคิดรอบคอบแล้วเมื่อเป็นนายกฯจีงประกาศว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนร่ำรวยเท่ากันได้ แต่ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน คงเป็นรัฐบาลเดียวที่ประกาศอุดมคติอย่างไรก็ตามเหตุการณ์บ้านเมืองบางเรื่องวันนี้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ ความสูญเสียในภาคใต้ไม่ได้เกิดธรรมชาติ แต่เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายบริหาร ใช้วิธีการนอกกฎหมาย หรือยาเสพติดเรื่องฆ่าตัดตอน ใช้วิธีการนอกกฎหมายเพราะคิดว่าแก้ปัญหาได้ ช่วงเวลานั้นตนเป็นหนึ่งในผู้ท้วงติงรวมทั้งนายจรัญ ภักดีธนากุล ก็ติติง อยากให้รัฐใช้วิธีแก้ปัญหาเด็ดขาดภายใต้กฎหมาย และได้กราบเรียนประธานศาลฎีกา ว่าจะไม่มีความเห็นอะไรเลยหรือ กระบวนการลงโทษคือศาลไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ยาเสพติดสมควรประหาร แต่ศาลต้องเป็นผู้ตัดสิน
นายชวน กล่าวว่า เมื่อวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 รัฐบาลหน่วยงานของรัฐได้ทบทวนเหตุการณ์ว่าวิกฤติเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งเกิดจากการบริหารบ้านเมืองขาดธรรมาภิบาล รัฐบาลขณะนั้นออกมติครม.กำหนดให้หน่วยงานรัฐยึดหลักธรรมาภิบาล เป็นแนวทางให้ภาครัฐและเอกชน ยึดหลักการบริหารจัดการที่ดีไว้ 6 เรื่อง1ในนั้นคือเรื่องธรรมาภิบาล ปัญหาภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิรูปหลักนิติธรรม เพราะเป็นการออกคำสั่งของฝ่ายบริหารที่นอกกฎหมาย มีการสั่งให้ยิงทิ้ง จนกลายเป็นปัญหาในปัจจุบันทำให้เกิดการก่อตั้งกลุ่มอาร์เคเคเพื่อมาตอบโต้ ความผิดพลาดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เลวร้าย ผลจากการปฏิบัตินอกหลักนิติธรรม ชัดเจนที่สุด คืออันนี้เป็นคำตอบที่บอกและสอนผู้ทำงานว่าการทำงานแม้จะยากแต่ให้ยึดหลักไว้ เอาประเทศไปทดลองความมั่นคงไม่ได้ วันนี้ได้แต่เอาใจช่วย แม้รธน.มาตรา 3 วรรคสอง จะกำหนดไว้ชัดเจนในรอบ 80 ปี ว่าทุกองค์กรต้องยึดหลักนิติธรรม แต่ภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้นยังมีการละเมิดหลักนิติธรรมมากกว่าตอนไม่เขียน แม้ในที่สุดขึ้นอยู่กับกฎหมายก็จริง แต่ถ้าผู้รักษากฎหมายไม่ปฏิบัติ สิ่งที่เขียนไว้ก็ไม่เกิดผล คนทำผิดยังลอยนวล ผู้ปฏิบัติไม่หมายถึงผู้คุมนโยบายอย่างเดียว แต่หมายถึงผู้ปฏิบัติทุกคน ดังนั้นหลักนิติธรรมอย่ามองแคบว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาญา แต่หมายถึงสิทธิความชอบธรรมที่เขาควรได้รับตามกฎหมาย บ้านเมืองเรามีการละเมิดหลักนิติธรรมหลายเรื่อง จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมา
นายชวนกล่าวอีกว่า ในฐานะที่เชื่อมั่นในประสบการณ์ท่านทั้งหลาย กฎหมายคือหลักสำคัญที่กำหนดหลักนิติธรรม แต่จากประสบการณ์ผู้ปฏิบัติ คนที่มาทำตามกฎหมายนั้นสำคัญ เพราะกติกาที่ดีคนเลวทำให้เสียหายได้ กติกาไม่สมบูรณ์คนดีทำให้ไม่เกิดปัญหาได้ แต่ถ้ากติกาเลว คนเลวก็ไม่เหลืออะไร 16 ปีของศาลรัฐธรรมนูญแม้จะมีประสบการณ์ไม่มาก แต่การคัดคุณสมบัติบุคคลมาตำแหน่งนี้ เราก็รู้ว่าไม่ใช่มือสมัครเล่น เพราะความเป็นมืออาชีพซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในทุกองค์กร ความเป็นมืออาชีพของศาลรัฐธรรมนูญ กกต.และองค์อื่นมีอยู่เป็นตัวที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น
"แต่สิ่งที่เป็นห่วงแม้ว่าจะผ่านประสบการณ์มายาวนานแล้ว แต่ประสบการณ์ที่มีคนจ้องทำร้ายทำลายทุกวันครอบครัวลูกเมียถึงขนาดตั้งกลุ่มคนคอยเล่นงานทุกวันเคยมีหรือไม่ ผมว่าไม่เคยเจอ จึงขอให้กำลังใจว่าขอให้เชื่อมั่นการทำสิ่งที่ถูกต้อง ให้อ่านพระราชดำรัส 4 ธ.ค.2548 พระองค์พูดถึง The King can do no wrong ซึ่งมหากษัตริย์ทำผิดได้ แต่พระองค์ไม่ทำ ท่านเตือนคนทำงานว่าให้ระมัดระวังทำสิ่งที่ถูกต้อง พวกเราทั้งหลายนอกจากกฎเกณฑ์กติกา เมื่อยึดหลักธรรมาภิบาลแล้ว ก็อย่าเกรงใจทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีพฤติกรรมหลายเรื่องท่านทั้งหลายมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ที่พูดขึ้นมาเพื่อบอกว่าถ้าไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จะสั่งการไม่ได้ เพราะเคยมีกรณีเกิดขึ้นแล้วโดยประธานสภาฯยังไม่ได้พระบรมราชโองการแต่งตั้ง แต่เร่งรีบเรียกประชุมเพราะเกรงใจฝ่ายการเมือง"นายชวนกล่าว
นายชวน กล่าวอีกว่า ขอให้พวกเราอย่าหวั่นไหว ประสบกาณณ์แต่ละครั้งเป็นตัววัดอุดการณ์และความมั่นคงของท่าน อย่าให้คนต้องฝึกอาวุธเพื่อป้องกันตัวเอง อย่างน้อยให้มีสถาบันศาลที่คนรู้ว่าพึ่งพา เชื่อถือปกป้องความเป็นธรรมและทำสิ่งที่ถูกให้ถูก ทำสิ่งผิดให้ผิด อย่าไปกลัว อย่าไปเกรงใจ ตนรู้ว่าการคุกคามมีหลายรูปแบบไม่ใช้กำลังอย่างเดียว แต่มีการให้ผลประโยชน์ มีวิธีการพฤติกรรมคนกลุ่มนี้มีอยู่ในสังคม ไม่มีอะไรเท่ากับเราต้องหยิบพระราชดำรัสในหลวงมาเป็นกำลังใจว่าบ้านเมืองมีทั้งคนดีและไม่ดีฯ ซึ่งพระราชดำรัสมีความหมายต่อทุกองค์กร ไม่ใช่ฉพาะการเมือง ข้าราชการ รวมทั้งสื่อฯ องค์กรศาสนา การให้ความรู้ความจริงประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ บ้านเราวิกฤติเพราะผู้มีหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้นละเลยหน้าที่ของตนเอง บ้านเมืองเราไม่ได้มีแค่เสาหลักแค่นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ยังมีอีกหลายเสา ถ้าแต่ละเสาไม่ทำหน้าที่ตนเองบ้านเมืองก็ทรุด ถ้าตระหนักว่าตนเองมีหน้าที่อะไร แล้วทำอย่างซื่อสัตย์สุจริตก็เชื่อว่าบ้านเมืองจะมีสิ่งคุ้มกันได้ อย่าหวังโยนความรับผิดชอบให้พระสยามเทวาธิราชมากเกินไป เพราะในที่สุดเราจะไม่รู้จักพึ่งตนเองไปพึ่งท่านทุกเรื่องไม่ได้ ประชาชนต้องตระหนักเรียนรู้ความจริงและยึดความถูกต้องเป็นสำคัญ
ด้านนายบวรศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ในประเทศไทย มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ทั้งฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล คือ กลุ่มกปปส. และตัวรัฐบาลเอง ที่ก่อนหน้านี้เคยพยายามตั้งสภาปฏิรูป ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสปฏิรูปในโลกมีความรุนแรงขึ้น สิ่งสำคัญของการปฏิรูปมีจุดหมายเดียวกัน คือ เพื่อเพิ่มอำนาจความทรงธรรม และกำจัดอำนาจเสียงข้างมากให้อ่อนลง ถ้าหากพิจารณาประชาธิปไตย พัฒนาการประชาธิปไตยเคียงคู่กับหลักนิติธรรมตลอด การปฏิรูปประชาธิปไตยคือการปฏิรูปนิติธรรม ที่ผ่านมายังมีปัญหาและมีการหาทางออกมาโดยตลอด การตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ควบคุมการตรารัฐธรรมนูญ ไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ พร้อมกำหนดให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายผูกพันทุกองค์กร ทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 ได้บัญญัติไว้ แสดงให้เห็นว่าการยกสถานะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เท่าเทียมกับรัฐสภา เพื่อพิทักษ์กฎหมาย ควบคุมกฎหมายเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นการป้องกันเผด็จการรัฐสภา เพื่อไม่ให้องค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมานั้นทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามจัดตั้งสภาปฏิรูป โดยก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ปี40 ที่มุ่งเน้นในเรื่องการตรวจสอบทุจริต โดยมีการตั้งองค์กรตรวจสอบขึ้นมา เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รวมทั้งการกำหนดมาตราตรวจสอบ เช่น การยื่นบัญชีทรัพย์สิน นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ ปี 40 ยังมุ่งเน้นไม่ให้ให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ครอบงำองค์กรต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชน เพราะในสมัยนั้นเคยมีรัฐบาลแรกที่เป็นประวัติศาสตร์อยู่ครบ 4 ปี เป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาได้ ทำให้หลักนิติธรรมถูกทำลาย และจบลงด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ซึ่งทั้งหมดนี้รัฐธรรมนูญ ปี 50 ก็บัญญัติไว้เช่นกัน แต่เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบด้านจริยธรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจการตรวจสอบและตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่ปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังไม่จบสิ้น เพราะพรรคการเมืองชอบอ้างความชอบธรรมของเสียงข้างมาก ไม่รับฟังเสียงข้างน้อย ยังขยายอำนาจของตัวเองเช่นเดิม
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าประเทศไทยควรจะปฏิรูปด้านความเป็นธรรม คือ 1.ปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายทรงธรรม เหนือองค์ทุกองค์ที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งต้องมีการลงประชามติจากประชาชน และพระมหมากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยทุกครั้ง ซึ่งถ้าประชาชนไม่เห็นชอบและพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธย ให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป นอกจากนั้น ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาทุกครั้งโดยอัตโนมัติก่อนการลงประชามติของประชาชน ถึงแม้ในขณะนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ต้องมีผู้ยื่นเรื่องเข้ามาถึงจะตรวจสอบได้ 2.เห็นว่าการปฏิรูปต้องไม่ทำตามอำเภอใจของทุกองค์กร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แม้แต่ระบอบราชาธิปไตยนิติธรรมยังอยู่เหนือพระมหากษัตริย์ ยิ่งในระบอบประชาธิปไตย จึงมิอาจปฏิเสธหลักนิติธรรมได้ แต่หลักนิติธรรม ไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร แต่เป็นแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักนิติธรรมตามธรรมชาติ ปราศจากอคติมาแอบแฝง ซึ่งทุกองค์กรต้องยึดในแนวทางปฏืบัติ ดังนั้น หลักนิติธรรมจึงอยู่เหนือกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่จะออกมาเพื่อขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 3 .การปฏิรูปใหม่จะต้องจัดการผลประโยชน์ ยกเลิกประชานิยม เปลี่ยนเป็นรัฐสวัสดิการ รัฐธรรมนูญ ปี40 และปี 50 ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าถึงทรัพยากร เป็นช่องว่างให้พรรคการเมืองนักการเมืองฉวยโอกาสหาเสียงนโยบายประชานิยม ดังนั้น การปฏิรูปการเมือง ต้องยกเลิกประชานิยม และการหาเสียงประชานิยมต้องระบุค่าใช้จ่ายในนโยบายอย่างละเอียด ให้หัวหน้าพรรคที่มีเสียงในรัฐสภา ต้องดีเบตนโยบายประชานิยมทางทีวี และต้องกำหนดว่าการกู้เงินของรัฐบาล ต้องทำเพื่อลงทุนเท่านั้น จะไปกู้เงินมาใช้เรื่องอื่นไม่ได้ พร้อมกันนี้ต้องจัดตั้งองค์กรจัดสรรทรัพยากร ที่มีอำนาจในการเสนอแนะและจัดสรรให้แกประชาชน โดยตราเป็นกฎหมาย ไม่ใช่ให้ตามอำเภอใจ 4.ควรปฏิรูปการแบ่งแยกอำนาจจากพรรคการเมือง และกลุ่มอาชีพต่างๆ โดยให้สภาผู้แทนมาจากพรรคการเมือง ส่วนวุฒิสภามาจากผู้เเชี่ยวชาญจากสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อคานอำนาจกัน และในสภาผู้แทนต้องยกเลิกผู้สมัครส.ส.ต้องสังกัดพรรค เพื่อให้อิสระในการทำงาน พร้อมกันนี้ต้องมีการคุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อยทางการเมือง โดยเฉพาะเฉลี่ยเวลาการออกสื่อฯทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลให้เท่าเทียมกัน นอกจากนั้นให้ข้าราชการตั้งสหภาพได้ เพื่อตตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหาร และจัดให้มีการประเมินเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รัฐสภา ได้ตลอดเวลา
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า 5.ต้องปฏิรูปสื่อ ต้องให้สื่อฯเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ และนายทุน ถึงแม้วันนี้จะมีสื่อฯที่ไม่ถูกแทรกแซงการทำงานจากรัฐ แต่สื่อฯก็ต้องตกอยู่ภายใต้นายทุน ทำให้ไม่เป็นอิสระในการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ต้องยุติสื่อฯที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง สื่อฯเลือกข้าง ไม่ว่าจะเป็นสื่อสีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง 6.ต้องออกกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ และ 7.ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมต้นทาง คือ ตำรวจ ต้องปฏิรูปทุกระดับ
"ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ ปี 50 วางรากฐานไว้ดีแล้ว แต่เราต้องช่วยกันใส่เครื่องมือลงไป ฝ่ายบริหารต้องเคารพกฎหมาย ไม่หลีกเลี่ยงกฎหมาย ต้องเคารพคำวินิจฉัย เพราะถ้าฝ่ายยบริหารไม่เคารพกฎหมาย หลักนิติธรรมจะล่มสลาย รัฐจะล้มเหลว ไม่อาจเป็นรัฐได้ ปัญหาต่างๆจะเกิดขึ้นกับสังคมโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราคงไม่อยากเห็นคนไทยทุกคน ต้องตั้งกองกำลังของตนเอง ถ้ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่จำเป็นตั้งกองกำลัง ถ้ารัฐเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายเสียเอง"นายบวรศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการเสวนาในวันนี้ ได้มีการถ่ายทอดสดจากสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) ซึ่งช่วงที่นายชวน บรรยายได้ระยะหนึ่งนั้น กลับพบว่าทางช่อง 11 ได้ตัดการถ่ายทอดสดทันที โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลได้เข้ามาแทรกแซงสื่อช่อง 11 ไม่เปิดโอกาสให้ฟังนายชวน ได้บรรยาย แต่จากการสอบถามนายปัญญา อุดชาชน รองเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชี้แจงว่า การจัดงานในครั้งนี้ ทางช่อง 11 ให้การสนับสนุนสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในการถ่ายทอดสดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เนื่องจากมีคิวรายการต่างๆรออยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ทางช่อง 11 ได้มีการบันทึกเทปการเสวนาครั้งนี้ไว้หมดแล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการออกอากาศในภายหลัง





