วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พท.ดันปชป.ลงสัตยาบัน22เม.ย.

"เพื่อไทย"เตรียมเสนอกลางวงหารือกกต. 22 เม.ย. จับปชป.ลงสัตยาบันไม่ส่งเสริมขัดขวางการเลือกตั้ง ย้ำพิสูจน์ความจริงใจ"อภิสิทธิ์"

กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประชุมหารือกับ 64 พรรคการเมือง เพื่อหารือถึงทางออกการเลือกตั้ง ในวันที่ 22 เม.ย.นี้นั้น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคเพื่อไทย(พท.) มีมติให้นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายโภคิน พลกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ไปประชุมร่วมกับ กกต. แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่ไม่เคยใช้โอกาสใดๆ ในการฉกฉวยความได้เปรียบ ยอมรับในกฎกติกาการเลือกตั้งมาโดยตลอด ไม่ว่าในขณะนั้นอำนาจจะเป็นของใคร เช่น เลือกตั้งขณะที่มีรัฐบาลจากการปฏิวัติ ก็ต่อสู้บนกติกาที่คนอื่นทำไว้ทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยได้กำหนดกรอบในการคุยกับ กกต.ในวันที่ 22 เม.ย.ไว้อย่างไร นายจิรายุ กล่าวว่า ในที่ประชุมพรรคกำหนดกรอบไว้ 2 หลัก โดยหลักที่ 1 คือ จะฟังก่อนว่า กกต.จะเอาอย่างไร จะทำตามที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กหรือไม่ ที่ระบุว่า ในเดือนตุลาคม ถึงจะมีรัฐบาลได้ โดยทางพรรคจะถามว่า เหตุใดต้องทำตามที่นายสมชัยระบุ

และหลักที่ 2 เรื่องการทำสัตยาบัน ที่พุ่งเป้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งจะส่งเสริมการขัดขวางการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คงต้องฟังว่า กกต.จะมีแนวคิดอย่างไร ส่วนพรรคเพื่อไทยแม้จะยังไม่ตอบรับว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ แต่ขอยืนยันว่า เป็นสถาบันการเมือง ไม่อยากให้การตอบรับว่าจะลงหรือไม่ลงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปขยายผลเพื่อให้ได้เปรียบทางการเมืองของตัวเองได้

พท.รอพิสูจน์ความจริงใจปชป.

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สังคมตั้งตารอพิสูจน์หัวใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มานาน ว่า จริงใจแค่ไหนที่จะเข้าร่วมแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองด้วยกระบวนการประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง และจะบีบหัวใจพรรคประชาธิปัตย์มากยิ่งขึ้น หากถูกประชาชนและพรรคการเมืองอื่นๆ กดดันให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.จะก่อจลาจลล้มการเลือกตั้งได้ถนัดหรือไม่ เพราะเสี่ยงจะเข้าเนื้อพวกเดียวกัน

ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุดคือ 45-60 วันหลังจากที่มี พ.ร.ฎ.วันเลือกตั้งใหม่มีผลบังคับ เพื่อทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

ปชป.ยันความร่วมมือแก้วิกฤติ

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) แถลงว่า กรณีที่ 64 พรรคการเมืองตอบรับเข้าร่วมหารือกกต. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นนั้น นายอภิสิทธิ์ จะเดินทางไปร่วมหารือ พร้อมนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ซึ่งเป็นการแสดงความจริงใจ และเป็นเครื่องยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์เคารพประชาธิปไตยและพร้อมเข้าร่วมแก้วิกฤติของประเทศในการทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

"แต่ไม่ใช่เป็นการยอมรับให้เลือกตั้ง เนื่องจากขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาอย่างหนัก และเห็นได้ว่า สถานการณ์ขณะนี้ประเทศยังไม่มีความพร้อมจะเดินเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง"

ชทพ.รอดูความเห็นปชป.

นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคได้ส่งนายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยตนและนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรค ร่วมหารือกับ กกต. โดยการเข้าร่วมดังกล่าวทางพรรคยังไม่มีข้อเสนอใด ที่นอกเหนือจากมติของพรรคการเมือง 53 พรรคที่ได้หารือไปก่อนหน้านี้ ซึ่งการเข้าร่วมดังกล่าวเพื่อรับฟังความเห็นของ กกต.และพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ว่า จะนำเสนอความเห็นในทิศทางใด

"ผมว่าเราอย่าไปคาดหวังว่า การหารือวันที่ 22 เมษายน จะได้ข้อสรุปและข้อยุติใดๆ ดังนั้นทางพรรคจะไปรับฟังความเห็นก่อน ส่วนที่หลายฝ่ายพยายามระบุถึงการตั้งรัฐบาลผสม หรือรัฐบาลเฉพาะกิจนั้น ไม่ขอให้ความเห็นเพราะสถานการณ์ตอนนี้คือการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนจะเกิดรัฐบาลเฉพาะกิจ หรือรัฐบาลผสมนั้น ก็ไม่สามารถก้าวข้ามการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ตาม ผมมีความเห็นว่า ประเทศไทยตอนนี้กำลังขึ้นสนิมเกือบหมดแล้ว ดังนั้นพวกเราที่เกี่ยวข้องต้องหาทางช่วยแก้ไข" นายนิกร กล่าว

"อุกฤษ"ออกโรงป้องศอ.รส.

นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกแถลงการณ์ตอบโต้แถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) นั้น เชื่อว่าจะไม่นำไปสู่จุดแตกหักของวิกฤติความขัดแย้งภายในประเทศ เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมดาที่ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถออกแถลงการณ์เพื่อชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะจบๆ กันไป

นายอุกฤษ กล่าวว่า กรณีที่ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เพื่อขอให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรมและยึดหลักกฎหมายนั้น ส่วนตัวมองว่าสามารถทำได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงการทำงานขององค์กรตรวจสอบ เพราะ ศอ.รส.มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ดังนั้นการร้องขอให้หน่วยงานปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม เพื่อไม่ให้เหตุวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น หลังจากมีการตัดสิน หากการตัดสินนั้นไม่เป็นตามบทบัญญัติของกฎหมาย

"ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเหมือนกับที่ ศอ.รส.ออกมาบอกว่าขอทหารอย่าทำปฏิวัติ ถือเป็นเรื่องที่ชอบที่ ศอ.รส.จะออกมาดำเนินการ เพราะทำเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ดังนั้น คงไม่สามารถนำเรื่องไปฟ้องร้องเพื่อเอาผิดทางกฎหมายได้"

ประธาน คอ.นธ. กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมองว่าศาลรัฐธรรมนูญควรกลับไปพิจารณาการทำหน้าที่ของตนเอง อย่าวินิจฉัยหรือดำเนินการใดๆ ที่นอกเหนือจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ดุลพินิจที่ทำให้สังคมพิจารณาได้ว่าไม่เป็นธรรม หรือสองมาตรฐานเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้