ศาลรธน.แถลงการณ์ชี้ศอ.รส.เรียกร้อง7ข้อเป็นการแทรกแซงการทำงานและเตรียมดำเนินงานตามกฎหมาย ขณะศอ.รส.ออกแถลงการณ์อีกรอบ แจงกังวลความรุนแรง
ศาลรัฐธรรมนูญ ออกแถลงการณ์ว่า ตามที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 17 เม.ย.โดยนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการศอ.รส. และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะเลขาธิการศอ.รส. ได้ร่วมกันแถลงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยในกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่าก้าวก่ายโดยแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อย่าตรงไปตรงมา และจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดแล้ว คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 อีกไม่ได้นั้น
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญขอเรียนว่าการออกแถลงการณ์ หรือการให้ข้อมูลข่าวสารของศอ.รส. ซึ่งเป็นศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานของฝ่ายบริหาร มีลักษณะเป็นการก้าวก่ายและแทรกแซงการปฏิบัติหน้าของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการหนึ่งในอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยศอ.รส.มีอำนาจหน้าที่หลักรับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไข หรือ บรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 การแถลงการณ์ของศอ.รส.ข้างต้น เป็นการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อถือศรัทธาของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้ศอ.รส. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันภยันตรายอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น
อนึ่ง การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา197วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากการดำเนินงานของศอ.รส.กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ป.ป.ช.ชี้แถลงการณ์ศอ.รส.หมิ่นเหม่
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า การดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการป.ป.ช.อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 2 ว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ครม.ศาลรวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม" หมายถึงไม่กระทำการตามอำเภอใจใช้หลักเหตุผล หลักกฎหมายและหลักความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยเคร่งครัดปราศจากอคติ แม้จะถูกข่มขู่ คุกคาม ก้าวร้าว และมีการกระทำรุนแรงจากบุคคลบางกลุ่ม คณะกรรมการป.ป.ช.ก็ไม่เคยท้อถอย ละทิ้งต่อการทำหน้าที่ตามหลักนิติธรรม
นายสรรเสริญ กล่าวว่า การที่ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ดังกล่าว นับว่าหมิ่นเหม่ต่อการที่อาจทำให้สาธารณชนเห็นว่า มีการแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการป.ป.ช. จากฝ่ายบริหาร อันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และกดดันให้คณะกรรมการป.ป.ช.วินิจฉัย หรือใช้ดุลยพินิจไปในทางที่ฝ่ายบริหารต้องการ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ศอ.รส.อ้างกังวลความรุนแรง
วานนี้ (18 เม.ย.)ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
1. ตามที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมานั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า เหตุผลที่ ศอ.รส. ต้องออกแถลงการณ์ดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างมาก เพราะขณะนี้ความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้าง มีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมาก และมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไป เพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
ดังนั้น ศอ.รส. ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบอันเกิดจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้ จึงได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งมีข้อเรียกร้อง7 ข้อต่อองค์กร กลุ่มบุคคล คณะรัฐมนตรี กลุ่มแกนนำผู้ร่วมชุมนุม ตลอดจนพี่น้องประชาชนตามที่ ศอ.รส.ได้แถลงให้ทราบทั่วกันเมื่อวานนี้ ซึ่ง ศอ.รส. เชื่อว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญต่อการแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และจะช่วยนำความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองกลับคืนสู่ปกติได้ในที่สุด
2. ศอ.รส.ขอขอบคุณผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ ที่ยุติการเคลื่อนไหวชั่วคราวในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้บรรยากาศการฉลองเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปด้วยดี และศอ.รส. ขอแสดงความขอบคุณไปยังหน่วยราชการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ตลอดจนหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ที่ได้เสียสละปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งภาพรวมของการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. มีความห่วงใยต่อกรณีที่แกนนำ กปปส. ได้ประกาศว่าจะระดมผู้ชุมนุมและยกระดับการชุมนุมเพื่อที่จะประกาศชัยชนะได้ภายในเดือนเมษายน เนื่องจากการประกาศระดมมวลชนดังกล่าวจะเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและกลุ่มผู้เห็นด้วยกับรัฐบาล ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องไปยังแกนนำ กปปส. รวมทั้งแกนนำ นปช. และแกนนำกลุ่มอื่นๆ ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปลุกระดมดังกล่าว และ ศอ.รส. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ดังที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องที่ 1
อนึ่ง ศอ.รส. ได้รับรายงานเกี่ยวกับกรณีที่การ์ด กปปส. สวนลุมพินี ถูกยิงจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมาว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากความขัดแย้งกันเองระหว่างการ์ด กปปส. ในสวนลุมพินี ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการชุมนุมของ กปปส. มีการใช้อาวุธและความรุนแรง ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการเข้าร่วมชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
3. เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ทาง ศอ.รส. ได้เชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเข้าร่วมประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งเรียกร้องให้ข้าราชการสนับสนุนแนวทางของ กปปส.
ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ปลัดกระทรวงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวด้วย โดยในการประชุมครั้งนี้ ปลัดกระทรวงต่างๆ ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และแนวทางปฏิบัติต่อกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส.
โดยเฉพาะขณะนี้ แกนนำ กปปส. ได้ถูกดำเนินคดีแล้วถึง 80 คน โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำหลัก และศาลได้อนุมัติหมายจับนายสุเทพฯ ในข้อหากบฏ พร้อมกับแกนนำอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งปลัดกระทรวงต่างๆ เห็นพ้องที่จะกำชับให้ข้าราชการในสังกัดของตนมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติราชการเพื่อให้บริการประชาชนอย่างดีที่สุด และหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานจะหลีกเลี่ยงการต้อนรับหรือกระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นการสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับการกระทำของแกนนำ กปปส. ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีดังกล่าว


