"สุเทพ" นำผู้ชุมนุม กปปส. มากรมชลประทาน เรียกร้องให้ร่วมต่อสู้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ย้ำยืนเคียงข้างปลัดเกษตรฯ หากถูกตั้งข้อกล่าวหาต้อนรับม็อบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และแกนนำ กปปส. อาทิ นายวิทยา แก้วภราดัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และนายชุมพล จุลใส เคลื่อนขบวนรถยนต์ออกจากเวทีสวนลุมพินี โดยใช้เส้นถนนพระราม 4 ขึ้นทางด่วนหัวลำโพง ไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อรณรงค์เรียกร้องให้ข้าราชการออกมาแสดงจุดยืนร่วมกันปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง มีข้าราชการและลูกจ้างกรมชลประทานคอยต้อนรับ ขอถ่ายรูปและมอบเงินบริจาคอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาเวลา 11.00 น. นายสุเทพได้นำคณะเข้าพบนายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ช่วยปลัด ผู้อำนวยการกอง ในส่วนของสำนักงานปลัดและกรมชลประทาน พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนแถลงข่าว
นายสุเทพ กล่าวว่า การลุกขึ้นมาสู้ เพราะไม่ต้องการให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้ เชื่อว่าการปฏิรูปประเทศจะทำให้ประเทศเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ แก้วิกฤติภัยธรรมชาติให้ประชาชน แต่ครั้งนี้วิกฤติเกิดจากพรรคการเมือง ดังนั้น ข้าราชการกับประชาชนต้องต่อสู้ร่วมกัน เพื่อผ่านวิกฤติครั้งนี้
“วันใดที่ประชาชนประกาศปิดเกมต่อสู้ครั้งสุดท้าย ขอให้ข้าราชการใช้ดุลพินิจ ตัดสินใจกับสิ่งที่ กปปส.ดำเนินการ ถ้าเห็นว่าทำเพื่อทุกคน ก็ขอให้ข้าราชการออกมาสมทบกับประชาชน” นายสุเทพกล่าว
นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า การที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาระบุว่า จะตั้งข้อกล่าวหากับปลัดกระทรวง ที่ต้อนรับ กปปส.ขอยืนยันว่าประชาชนจะยืนหยัดต่อสู้ เพื่อปกป้องข้าราชการทุกคน เพราะสิ่งที่ข้าราชการดำเนินการไม่ได้ทำผิดคิดร้าย
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. เปิดเผยว่า ในระหว่างการหารือระหว่างนายสุเทพกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ นายสุเทพย้ำว่า ที่ผ่านมารัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร มาแทรกแซงการทำงานของข้าราชการทุกหน่วยงาน จนนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสาเหตุของปัญหาเริ่มจากพรรคการเมืองถูกครอบงำ ด้วยการซื้อของกลุ่มทุน จนเกิดเผด็จการในพรรคการเมืองขึ้น ถือว่าวันนี้รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารประเทศ และทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ทำให้ไม่มีความชอบธรรม และไม่เป็นที่ยอมรับ ส่งผลให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านและเคลื่อนไหวอย่างสันติ
“นายสุเทพได้ขอพึ่งข้าราชการทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมเคียงข้างประชาชน พร้อมยืนยันว่า หลังต่อสู้เสร็จสิ้น แกนนำ กปปส.ทุกคน จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ” นายเอกนัฏกล่าว
นายเอกนัฏกล่าวว่า ส่วนเงื่อนไขสำคัญต่อไปคือ รอการวินิจฉัยคดีนายกรัฐมนตรี ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีดังกล่าวแล้ว หากรัฐบาลยังปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัย เชื่อว่าประชาชนจะออกมาต่อสู้เพื่อทวงคืนอำนาจ และมั่นใจฝ่ายประชาชนจะชนะ ด้วยการหวังพึ่งพลังจากข้าราชการเป็นกำลังสำคัญช่วยขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศไทยต่อไป





