หนังสือความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อการเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ
ด่วนที่สุด
ที่ นร.0914/พ4
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
8 เมษายน 2557
เรียน เลขาธิการคณะกรัฐมนตรี
อ้างถึง (1) หนังสือสำนักเลขาธิการคณะกรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร.0503/4949 ลงวันที่ 2 เมษายน 2557
(2) หนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุด ที่ นร 0934/พ3 ลงวันที่ 3 เมษายน 2557
เรื่อง การเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อให้วุฒิสภาทำหน้าที่ ตามมาตรา 132 (2) และ (3) ของรัฐธรรมนูญ
ตามหนังสือที่อ้างถึง (3) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นกรณีสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้เสนอเรื่อง การเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตามมาตรา 132(2) และ (3) ของรัฐธรรมนูญ โดยแจ้งว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องทำหน้าที่พิจารณาให้ บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และพิจารณา และ มีมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรนูญ ตามมาตรา 132 (2) และ (3) เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล พระกรุณาเพื่อทรงมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2557 ในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2557 มาเพื่อดำเนินการว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นไว้ตามหนังสือที่อ้างถึง (2) ความละเอียดทราบแล้ว นั้น
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขอเสนอความเห็นเพิ่มเติม เพื่อประกอบพิจารณาในเรื่องดังกล่าว ด้วยว่า สำหรับกรณีการขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อวุฒิสภาพจะจัดให้มีการประชุมตามมาตรา 132(3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อพิจารณาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งนี้ ไม่อาจอาศัยบทบัญญัติมาตรา 128 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเนื่องด้วยตามบทบัญญัตินี้กรณีจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ แต่กรณีตาม มาตรา 132(3) นี้ เป็นการพิจารณารายบุคคล ซึ่งมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา 128 วรรคสามดังกล่าว หากแต่จะต้องไป พิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 273 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง แต่โดยบทบัญญัติในวรรคสองของมาตรานี้ กำหนดไว้ว่า หากเป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงานให้นอกสมัยประชุม ให้ ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ ประธานรัฐสภาทราบเพื่อดำเนินการกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุม
สมัยวิสามัญ แต่โดยข้อเท็จจริง ขณะนี้ มิได้ มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา พระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญที่จะเกิดขึ้น สมควรที่จะสอบถามประเด็นดังกล่าวไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
3.เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาจะเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง คือ วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557 (มาตรา 137 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) หากวุฒิสภาดำเนินการใดๆ ลงไปในช่วงเวลาจากวันที่ 30 มีนาคม 2557 ถึงวันก่อนวันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งฯ และต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก็จะทำให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 มีสมาชิกสภาพเป็นสมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่ วันที่ 30 มีนาคม 2557 การดำเนินการของวุฒิสภาในช่วงเวลาก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ก็จะเป็นประเด็นข้อกฎหมายได้ว่าองค์ประกอบ (composition) ของวุฒิสภานั้น ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาใด และถูกต้องหรือไม่
เมื่อข้อเท็จจริง และประเด็นปัญหา ตาม 2. และ 3. ยังไม่ชัดเจน สมควรสอบถามไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาก่อนที่จะนำความกราบยังคมทูล เพื่อมีพระราชโองการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญต่อไปได้
4.สำหรับกรณีระยะเวลายี่สิบวันตามข้อ 117 แห่งข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้ประธานวุฒิสภานัดประชุมนัดแรกภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ปปช. นั้น เห็นว่า ระยะเวลายี่สิบวันเป็นระยะเวลาเร่งรัด มิได้หมายความว่า เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวว่า จะดำเนินกระบวนพิจารณา เพื่อถอดถอนบุคคลจากการดำรงตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไม่ได้ การใช้บังคับระยะเวลาตาม ข้อ 137 แห่งข้อบังคับฯ ต้องคำนึงถึงสถานการณ์หรือสภาพการร์ตามกฎหมายที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นบทอาศัยอำนาจในการออกข้อบังคับกำหนดไว้ด้วย
อนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้จังผลการพิจารณาไปยังสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบด้วย





