เสียงสะท้อน"รากหญ้า" กับความเชื่อ"ทางออกประเทศ" ชี้ต่างฝ่ายเล่นเกมการเมืองมากเกินไป
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ประเทศไทยตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปราะบางและไร้ทางออก
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) เดินหน้าต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนต.ค.2556 จนเข้าสู่เดือนเม.ย.2557 และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการชุมนุมลงง่ายๆ
ส่วนฝากรัฐบาลก็ไม่ยอมน้อยหน้า ใช้วิธีแก้เกมต่อสู้ 2 ด้าน ทั้งใช้อำนาจรัฐที่ยังอยู่ในมือ บวกกับใช้กำลังผู้สนับสนุนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มาคัดง้าง กปปส.และกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบ
ในขณะที่ประชาชนคนทั่วไป ต่างก็มีความคิดความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์กันหลากหลายผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งที่ต้องการสร้างสังคมใหม่ให้กับประเทศ สร้างมาตรการเมือง รวมทั้งการระบายความอัดอั้นตันใจที่ถูกการเมืองฝ่ายตรงข้ามรังแก ตามความคิดที่สร้างขึ้นมา ทำให้สะท้อนได้ว่า ความเห็นต่างที่มาจากนักการเมืองได้แทรกซึม ฝังลึกลงไปอยู่ในทุกส่วนของสังคมอย่างแยกกันไม่ออกแล้ว
จากที่ได้ไปร่วมสังเกตการณ์การสัมนาเชิงวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้ชื่องาน "ประชาเสวนาหาทางออก โครงการอนาคตประเทศไทยและการเมืองที่พึงปรารถนา" เมื่อวันที่ 25-26 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ประชาชนหลายภาคส่วนจากทั่วประเทศ ได้เดินทางมาร่วมงานเพื่อสะท้อนปัญหาต่างๆ และสิ่งที่อยากได้ หรืออยากให้มีเกิดขึ้น
สรุปได้ 4 หัวข้อหลักคือ 1.ต้องการสังคมที่ปรองดองสามัคคี 2.ต้องการสังคมคุณธรรมและมีธรรมาภิบาล 3.ต้องการการปฏิรูปการเมือง กฎหมาย เพื่อให้มีความเท่าเทียมกัน และ 4.ต้องการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
และจากการพูดคุยเป็นการส่วนตัวพวกเขาได้สะท้อนให้ฟังว่า ทุกวันนี้การแก้ปัญหาหรือการพัฒนาประเทศ ยังคงอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มเดียวอย่างนักการเมืองหรือพวกคนที่มีอำนาจรัฐในมือ และเป็นการบริหารจัดการบนความคิดในด้านเดียว ซ้ำยังไม่เคยลงมาถามความคิดเห็นประชาชนที่ต้องอยู่กับปัญหานั้นๆ ว่า ต้องการอะไรอย่างแท้จริง จึงทำให้มีแต่ปัญหาไม่จบสิ้น
ตัวแทนประชาชนจาก จ.ชัยนาท ต้องการสะท้อนคือ นักการเมืองควรรู้หน้าที่ของตนไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม มองประโยชน์ของประเทศ ประชาชนเป็นหลักใหญ่ การใช้จ่ายงบประมาณต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้จริง
รวมทั้งในการดำรงตำแหน่งการเมืองไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติก็ตาม ควรสร้างกติกาห้ามสร้างเครือข่ายอำนาจของตนไว้ เพราะนั่นคือที่มาของการโกงกิน และจะทำให้ผลประโยชน์ของชุมชนและประเทศหดหายไป
เช่นเดียวกับตัวแทนประชาชนจ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นข้าราชการท้องถิ่น ก็ได้สะท้อนว่า เราต้องแก้กฎหมายให้เป็นกฎหมายจริงๆ แล้วก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้เป็นเพียงเครื่องมือหากินของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้รักษากฎหมาย
"เราต้องทำให้กฎหมายเป็นกฎหมายแท้จริงบังคับใช้ได้กับทุกคนในสังคม ไม่ใช่พอคนที่รักษากฎหมายไปเจอคนรวย คนมีอำนาจ ก็กลัวเกรงไม่กล้าใช้ แต่กลับเอามารังแกคนหาเช้ากินค่ำ หรือกลุ่มคนธรรมดา ต้องอุดช่องทางที่ให้คนพวกนี้เอาไปใช้หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง มันถึงเวลาที่ควรจะแก้ปัญหาตรงนี้ให้หายไป"
ด้านความคิดเห็นของ "คนเสื้อแดง" ที่มาร่วมชุมนุมกับ นปช.ที่ถนนอักษะ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีความคิดเห็นที่ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งจากการเข้าไปสนทนากับคนเสื้อแดงบางส่วน ที่มาจากสมุทรสาคร ได้สะท้อนความคิดเห็นว่า
จริงๆ แล้วประเทศยังไม่ได้แย่อะไร แต่เป็นเพราะการเล่นเกมการเมืองมากเกินไปของฝ่ายตรงข้าม จนทำให้เกิดการจะเอาชนะกัน ที่สำคัญคือไม่ยอมรับอำนาจของฝ่ายเสียงข้างมาก ที่มาตามการเลือกตั้งที่ชอบธรรม "คุณลองคิดดู คนทั่วประเทศเลือกเพื่อไทยมาอย่างชอบธรรม ปกติ แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับใช้กฎหมายในมือ มาเล่นงานคนของประชาชน พลังประชาชน เป็นสิ่งที่มันไม่ใช่ การแก้ไขปัญหาต่างๆ มันไม่ใช่ปุปปัปเสร็จตามใจได้นี่ ทำไมต้องมาก่อนกวนรัฐบาล" ชายเสื้อแดงจากสมุทรสาครระบุ
ขณะที่ "เสื้อแดง" อีกหลายคนก็มีความเห็นว่า การเมืองไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหามาจากการกลั่นแกล้งที่ไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม ที่มีความต้องการกุมอำนาจของประเทศไว้ที่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ไม่ต้องการให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงตกมาที่มือของประชาชน
ทั้งยังไม่ต้องการความเจริญที่จะเปิดหูเปิดตาประชาชน ที่จะมองความจริงที่เกิดขึ้น อย่างเช่น การสูญเสียรายได้จากภาษีประชาชน เป็นต้น
แต่เมื่อถามว่า กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวที่กล่าวอ้างคือใคร กลับไม่มีใครตอบได้เลย
แต่ในอีกด้านก็ยังได้มองเห็นถึงความคิดที่ต้องการของฝั่ง"เสื้อแดง" ที่ไม่ได้แตกต่างกันกับกลุ่มประชาชนที่มาร่วมวงเสวนาของสถาบันพระปกเกล้า พวกเขาไม่ได้มีความรังเกลียดหรือโกรธแค้นกลุ่มคนอื่นๆ อย่างใด เพียงแต่ รู้สึกมีความ "น้อยเนื้อต่ำใจ" ว่า ทำไมพวกเขาถึงไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมที่บอกว่า คือประเทศที่ใช้ระบบประชาธิปไตย
"คุณอยู่กับข่าวอยู่กับคนหมู่มาก คุณก็น่าจะเห็นความจริงอยู่ จริงๆ แล้วมันก็เป็นการต่อสู้กันของนักการเมือง ใช่ว่าเราจะเชื่อแกนนำเราทุกอย่าง ไม่ใช่ อะไรที่เคลือบแคลงเราก็จะดู แต่ที่แน่ๆ เราเป็นประชาชนคนเล็กๆ ที่ต้องการความเป็นธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องการเรียกร้องให้คุณทักษิณ ชินวัตร เพียงอย่างเดียว เราไม่สามารถสู้ได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องสนับสนุนคนที่กล้าออกหน้ารับ เพื่อประโยชน์ที่เป็นของประชาชน และเราต้องการให้คนส่วนใหญ่รับรู้สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่มีค่าความเป็นธรรม เสมอภาค ไม่ใช่จะจ้องเล่นงานเสื้อแดงตลอดเวลาแบบนี้" หญิงสาวเสื้อแดงย่านเพชรเกษมระบุ
ทั้งหมดที่ได้จากเสียงสะท้อนของประชาชน คือสิ่งที่เราคนไทยทุกภาคส่วนสังคมควรที่จะหันกลับมามอง คิด วิเคราะห์และตรึกตรอง ความเป็นไปได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่สร้างเพียงความคิดและจินตนาการว่า อยากให้สังคมเป็นอย่างไร เพราะหากคิดแบบนี้มันคือ การที่เราเอาความคิดส่วนตัวไปยัดเยียดให้สังคม จะทำให้เกิดแต่ปัญหา





