นักวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า เตือน "นายกฯคนกลาง" ไม่ง่าย! แนะ"เจรจา"ทางออกการเมืองไทย
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยหลังผ่านการชุมนุมอย่างยืดเยื้อนานถึง 5 เดือน ยังวนเวียนอยู่ตรงจุดเดิม คือ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งแล้วจึงค่อยปฏิรูป หรือไม่ก็มุ่งเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะถือเป็นประชาธิปไตยแล้ว ปัญหาอย่างอื่นช่างมัน
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งทำเวทีประชาเสวนาหาทางออกในหลายจังหวัด และได้รับฟังความคิดความเห็นของประชาชนจากทั่วทุกภาคของประเทศ กล่าวว่า ทางออกของบ้านเราคือทุกฝ่ายต้องคุยกัน ไม่อย่างนั้นไม่มีทางจบ
"มันจะจบได้อย่างไร และไม่มีทางสงบ พวกหนึ่งก็บอกยุบสภาแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง แต่อีกฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา ต้องมีการปฏิรูปก่อน เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องคุยกัน "
ในฐานะนักวิชาการซึ่งเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และการปกครอง ดร.ถวิลวดี บอกว่า ส่วนตัวเห็นว่าถึงอย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง แต่คำถามคือรีบเร่งเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ดี พอหันไปฟังอีกฝ่ายก็ยังไม่รู้จะปฏิรูปอะไร เพราะยังไม่มีแนวทาง
"ถ้าจะเดินหน้าให้ได้ตามความคิดของรัฐบาล (จัดเลือกตั้งให้สำเร็จ) มันก็จะกลายเป็นงูกินหาง จริงอยู่ที่ทุกประเทศที่บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง แต่ว่าการเลือกตั้งมันต้องอยู่บนการยอมรับของทุกฝ่ายด้วย ที่สำคัญเมื่อใครได้รับเสียงข้างมาก ก็ต้องฟังเสียงส่วนน้อย ไม่ใช่เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วก็ไม่ฟังเสียงส่วนน้อย ซึ่งที่ผ่านมาเป็นแบบนี้"
"เรากำลังลืมไปหรือเปล่าว่ากติกาของประชาธิปไตยมันมีหลายเรื่อง การเลือกตั้งมันก็ส่วนหนึ่ง แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนมีมากกว่าการลงคะแนนหรือหย่อนบัตร เช่น เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความเป็นพลเมืองที่ต้องเข้าไปตรวจสอบคนที่ได้รับเลือกตั้ง"
ดร.ถวิลวดี สรุปในประเด็นนี้ว่า คนที่ถูกเลือกจะไม่ฟังเสียงประชาชนเลยไม่ได้ เพราะคำว่า "ผู้แทน" ไม่ได้แทนทุกเรื่อง การตัดสินใจของผู้แทนต้องหันไปฟังประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบด้วย บางครั้งความเห็นของคนส่วนน้อยก็สำคัญ และนี่คือเหตุผลที่ไม่สามารถนำการลง "ประชามติ" มาใช้กับทุกเรื่อง การจะแก้ปัญหาความขัดแย้งให้ได้จริงต้องใช้การพูดคุยเสวนาหาทางออก ซึ่งจะนำไปสู่ "วิน-วิน" คือชนะทุกฝ่าย หากเป็นประชามติจะมีฝ่ายแพ้กับฝ่ายชนะชัดเจน คนแพ้ก็เสียหน้า คำถามคือทำไมไม่พูดคุยกัน เพราะสุดท้ายทางออกมีทางเดียว
ส่วนข้อเสนอเรื่อง "นายกคนกลาง" นั้น ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า ต้องถามว่าทุกฝ่ายในประเทศยอมรับนายกฯคนกลางได้หรือไม่ และจะมาแบบไหน เพราะต้องงดใช้รัฐธรรมนูญด้วย หากคนกลางไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากจะใช้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ก็เป็นเรื่องยาก เพราะคนไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ และอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็คงไม่ยอมรับ
แต่ถ้าทุกฝ่ายยอมรับได้ และมาแบบไม่ผิดกฎหมาย ก็มีทางที่จะเป็นไปได้ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน และคนคนนั้นต้องมีความสามารถนำประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างนี้ได้ และต้องยอมลงจากอำนาจเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้ง เลือกนายกฯที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง
"ตอนนี้ส่วนตัวยังมองไม่ออกว่า นายกฯคนกลางจะเป็นไปได้อย่างไร โดยเฉพาะหากยังไม่มีการพูดคุยกัน จึงอยากเสนอว่าลองมาพูดคุยร่วมกันดีกว่าไหม ดีกว่าจะมาเรียกร้องหานายกฯคนกลาง"
ต่อข้อถามถึงการระดมมวลชนเข้าร่วมชุมนุมแสดงพลังของทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลนั้น ดร.ถวิลวดี บอกว่า เป็นแค่การแสดงให้เห็นว่าฝ่ายของตนยังมีหนทางชนะอยู่ ก็เลยเอามวลชนมาสู้กัน และต้องการให้โลกภายนอกได้เห็นว่าตนได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
"ส่วนตัวมองว่าการชุมนุมเดินขบวนเป็นความชอบธรรม เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่สิ่งที่น่ากลัวคือความรุนแรงที่เกิดจากบุคคลที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร มันทำให้คนที่ออกมาร่วมชุมนุมแบบบริสุทธิ์ใจได้รับผลกระทบไปด้วย"
"การเอามวลชนมาวัดกัน มองว่ามันไม่ได้สร้างสรรค์ ทำไมพอฝั่งหนึ่งตบมือมา อีกฝั่งก็ต้องตบมือตอบโต้กันหรือ แล้วทำไมคนที่ดูแลประเทศอยู่ตอนนี้ไม่หาทางออก ยังคงเดินหน้าในรูปแบบที่คิดคนเดียวตลอด เพราะว่าเขาถืออำนาจรัฐอยู่ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ได้นำประเทศไปสู่ความสันติสุขแบบนี้ ประชาชนก็ไม่พอใจ รัฐบาลต้องมองบทบาทของตัวเอง และต้องหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เอาคนนอกวงมาแก้ปัญหา เพราะรัฐบาลมีความสามารถในการจัดการปัญหา แต่ต้องเปิดใจรับฟัง"


