ความตื่นเต้นของคดีอยู่ที่ขณะนี้ไม่มี "สภาผู้แทนราษฎร" หากคดีนี้เดินไปถึงจุดศาลรธน.วินิจฉัยให้ "ความเป็นนายกฯ" ของยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลง?
เพียงแค่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ "รับ" วินิจฉัยคดีที่กลุ่ม ส.ว.ร้องให้วินิจฉัย "สถานะ" ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีการโยกย้าย "ถวิล เปลี่ยนศรี" นักวิเคราะห์การเมืองก็มองเห็น "ฉากสุดท้าย" ในคดีนี้แล้ว
คดีนี้กลุ่ม ส.ว.ที่นำโดย "ไพบูลย์ นิติตะวัน" ที่มีจุดยืนอยู่ตรงข้าม "ฝ่ายทักษิณ" อย่างชัดเจน ได้ร่วมลงชื่อร้องต่อ "นิคม ไวยรัชพานิช" ประธานวุฒิสภา เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้นายนิคมส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และนายนิคมได้ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 17 มี.ค.
การร้องของกลุ่ม ส.ว.เกิดภายในเวลาเพียง 3 วัน หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งว่าการย้ายนายถวิลจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของนายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นไปโดยมิชอบ และให้คืนตำแหน่งภายใน 45 วัน ซึ่งล่าสุด ครม.มีมติให้ย้ายนายถวิลกลับสู่ตำแหน่งเดิมแล้ว
ประเด็นสำคัญในคำร้อง คือ 1.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 คือ จากกรณีการย้ายนายถวิล โดยไม่ชอบ เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงหรือไม่
แน่นอนในคำร้องได้อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ทั้งศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าว โดยสรุปคือ "นางสาวยิ่งลักษณ์ ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ 30 ก.ย.2554 ที่ให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ นั้น เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ มิใช่การกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว"
ในคำร้องระบุว่า "การดำเนินการของนางสาวยิ่งลักษณ์ในกรณีนี้ มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด หากแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตัวเอง และเครือญาติ ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ (พี่ชายคุณหญิงพจมาน) ที่สามารถขึ้นไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้"
2.เมื่อกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ จึงมีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (7)
3.เมื่อความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 (1)
4.จะต้องดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และ มาตรา 173 คือ ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกฯภายใน 30 วัน
ความตื่นเต้นของคดีนี้อยู่ที่ขณะนี้ไม่มี "สภาผู้แทนราษฎร" หากคดีนี้เดินไปถึงจุดสุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "ความเป็นนายกฯ" ของนางสาวยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลง จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป
หากเทียบเคียงคดีของนายกฯยิ่งลักษณ์ กับคดีอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่เคยถูกร้องจนต้องพ้นจากตำแหน่งกรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยงหกโมงเช้า เมื่อปี 2551 จะพบว่ามีเส้นทางคดีที่ใกล้เคียงกันจนน่ากลัว
คดีของนายสมัครโดนร้องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญโดยกลุ่ม ส.ว.เหมือนกัน ครั้งนั้นนำโดย อดีต ส.ว.เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ตอนนี้เข้ามาอยู่กับพรรคเพื่อไทยแล้ว
แต่มีจุดที่ทำให้คดีของนายกฯยิ่งลักษณ์ น่ากลัวกว่า คือ 1.หลักฐานประกอบคำร้องคือคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินแล้วว่าการกระทำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณามาอย่างละเอียดเป็นเวลาเกือบ 2 ปี (นายถวิลยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อ 30 เม.ย.2555 ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน 7 มี.ค.2557)
2.ที่ปลายทางของคดีอดีตนายกฯสมัคร หลังศาลวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพ ยังมี "สภาผู้แทนราษฎร" ที่สามารถประชุมเลือกคนที่จะเป็นนายกฯคนใหม่ได้ ซึ่งคือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่กรณีของนายกฯยิ่งลักษณ์ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "พ้น" จากตำแหน่งนายกฯจริงๆ ขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไร เพราะตอนนี้ไม่มีสภา และมีแนวโน้มว่าจะอีกนาน
ยังไม่มีความชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีนี้เมื่อใด แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกฯยิ่งลักษณ์ชี้แจงภายใน 15 วัน นับจากนั้นก็น่าจะนับถอยหลังวันตัดสินคดีได้เลย
หากมองตามสูตรของฝ่าย กปปส. ก็ต้องบอกว่า ที่ปลายทางนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากนายกฯ นั่นคือ "ภาวะสุญญากาศ" ที่จะเป็นช่องทางให้เกิด "นายกฯคนกลาง"
และหากมองตาม "ทฤษฎีสมคบคิด" ของฝ่ายเพื่อไทย ก็ต้องบอกว่ามีการปูทางทุกอย่างเพื่อให้มาถึงจุดนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ "สอย" นายนิคม ไวยรัชพานิช ออกจากการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา เปิดทางให้รองประธานวุฒิสภา "สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย" ที่ฝ่าย กปปส.วางใจขึ้นมาทำหน้าที่ และการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ และยังไม่เห็นอนาคตว่าจะจัดการเลือกตั้งได้เมื่อไร
ในส่วนคดีจำนำข้าวที่นายกฯยิ่งลักษณ์เป็นจำเลยอยู่ที่ ป.ป.ช.และกำลังลุ้นกันอยู่ว่า ป.ป.ช.จะลงมติชี้มูลความผิดเมื่อไรนั้น ว่าไปแล้วผลกระทบต่อสถานะของรัฐบาลไม่น่ากลัวเท่ากับคดีนายถวิลที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากนายกฯยิ่งลักษณ์โดนชี้มูลในคดีจำนำข้าว ผลก็แค่หยุดปฏิบัติหน้าที่ คนอื่นก็ขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้ และหากส่งให้วุฒิสภาถอดถอน โอกาสที่จะถอดถอนได้สำเร็จแทบไม่มี แต่ถ้าเป็นคดีนายถวิล ถ้าผิดคือหลุดจากตำแหน่งทันที และคณะรัฐมนตรีต้องหลุดทั้งคณะด้วย
มุมที่น่ากลัวในคดีจำนำข้าว จะอยู่ที่คดีอาญามากกว่า เพราะหมายถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ มีโอกาสติดคุก แต่นั่นก็ยังอีกไกล...
ผนวกกับการออกมาส่งสัญญาณผ่านเฟซบุ๊ค "พานทองแท้ ชินวัตร" เมื่อวันก่อนว่า "ยอมให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" แล้วให้มีกระบวนการเลือกนายกฯ ที่ไม่ใช่ให้ประชาธิปัตย์หรือ "กำนันสุเทพ" มาตั้งนายกฯรักษาการ จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ว่านี่คือการสั่ง "ถอย" ของ "ฝ่ายทักษิณ" ซึ่งน่าจะเป็นเพราะเล็งเห็นแล้วว่ากำลังเข้าสู่ตาจน
สุดท้ายจะเจรจาตกลงกันได้ หรือจะเป็นการเดินเข้าสู่สถานการณ์เผชิญหน้ารุนแรง เพราะคนเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนทัพแล้ว โดยแกนนำบอกว่า "หากถึงจุด 'ฟิวส์ขาด' คือ รัฐบาลเพื่อไทยโดนยึดอำนาจ ไม่ว่าจะด้วยองค์กรอิสระหรือทหาร หรือเกิดภาวะสุญญากาศเมื่อไร คนเสื้อแดงก็พร้อมลุย"
ต้องจับตา...ห้ามกระพริบ!!





