ปปช.ฟัน"พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ"และพวก ทุจริตซื้อจักรยานยนต์ไทเกอร์ มูลค่า 1.1 พันล้านบาท
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ถึงกรณีกล่าวหา พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ ผู้บังคับการพลาธิการและสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ในโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจขนาด 200 ซีซี พร้อมอุปกรณ์ทดแทนจำนวน 19,147 คัน วงเงิน 1,144,550,600 บาท ว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการฯ พบว่าในการจัดซื้อรถจักรยานต์สายตรวจขนาด 200 ซีซี พร้อมอุปกรณ์ทดแทนได้มีผู้ซื้อซองเสนอราคา 6 ราย แต่ยื่นซองมาเพียง 3 ราย โดยมีบริษัทคาร์ แทรคกิ้ง จำกัดฯ ทีเสนอรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ รุ่นบ็อกเซอร์ 200 เข้ามาเพียงรายเดียว แต่คณะกรรมการประกวดราคาไม่เสนอให้ยกเลิกการประกวดราคากลับเสนอให้จัดซื้อรถจักรยานยนต์ตามโครงการดังกล่าว โดยไม่อ้างเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อ
นายสรรเสริญ กล่าวว่า อีกทั้งคุณสมบัติของผู้เสนอราคานั้น ต้องมีรายการประกอบ คือ มีตัวแทนจำหน่ายที่สามารถให้บริษัทซ่อมได้ครบทุกจังหวัด แต่ข้อเท็จจริงพบว่าบริษัทคาร์ แทรคกิ้งจำกัดฯ นั้นไม่มีตัวแทนจำหน่ายที่สามารถให้บริการครบทุกจังหวัดได้แต่อย่างใด พบว่าเป็นการทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ เนื่องจากไม่สามารถนำจักรยานยนต์ไปใช้งานและซ่อมบำรุงได้ตามสัญญาและยังพบปัญหาอีกหลายจุด เช่น อัตราเร่งไม่สามารถทำความเร็วได้เท่ากับยี่ห้ออื่น ดังนั้นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจึงไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย การกระทำของผู้เกี่ยวข้องจึงมีความผิด ได้แก่ พล.ต.ต.สัจจะ ในฐานะที่ทราบรายละเอียดทุกขั้นตอนและรับผิดชอบโครงการนี้ จึงถือว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ดังกล่าว หรือกระทำการใดมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าเสนอราคารายใด ให้เป็นผู้มีสิทธิ์ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพ.ร.บ.ดังกล่าว ตามมาตรา 12 และฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฎิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และเป็นความผิดวินัยฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองและผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547มาตรา 79 (1)
นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอื่น คือ พล.ต.ท.ประชิน วารี พล.ต.ต.สมพงษ์ น้าเจริญ พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญนั้นไม่ได้รู้เห็นในการดำเนินการมาตั้งแต่ต้น แต่อยู่ในฐานะคณะกรรมการประกวดราคา แต่กลับไม่มีการตรวจสอบไม่มีการยกเลิกการประกวดราคาเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างจึงถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยฐานการรักษาวินัยไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ มติ ครม. เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ตามพ.ร.บ.ตำรวจมาตรา 78 (1) (9) ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง จึงเป็นความผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 79 (6) ส่วนพล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนง ในฐานะ กรรมการประกวดราคา เป็นข้าราชการบำนาญจึงไม่มีความผิดทางวินัย
นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า ส่วนการกระทำของกรรมการผู้จัดการบริษัทคาร์แทรคกิ้งจำกัดฯ ที่ได้ยื่นเสนอราคานั้น ถือว่าได้กระทำการอันเป็นความผิด ฐานร่วมกันในการเสนอราคาโดยเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐ อันมิใช่เป็นการประกอบธุรกิจตามปกติ ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ ฯ ส่วนกรรมการผู้จัดการบริษัทไทเกอร์ มอเตอร์จำกัดนั้น มีมูลความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของกรรมการผู้จัดการบริษัทคาร์แทรคกิ้งจำกัดฯ อันมีมูลความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา


