"คปท."ระดมมวลชนบุกเข้าทำเนียบฯ หลังพบพระพุทธรูปถูกเคลื่อนย้าย ด้านตำรวจ ผวารีบนำกลับคืนที่เดิม ด้านแกนนำไม่ติดใจหลังตรวจยังอยู่ในสภาพเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้ประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาลบริเวณประตู1 และประตู2 โดยนำรถปราศรัย พร้อมรั้วลวดหนาม มาปิดทางสะพานอรทัย ภายหลังมีกระแสข่าวว่า นายสุรพงศ์ โตวิจักรชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานที่ปรึกษาศอ.รส. ได้สั่งในที่ประชุมศอ.รส.ให้อาจารย์ทางไสยศาสตร์ เข้าไปทำพิธี นำพระพุทธชินราช และธงชาติไทย ออกไปจากทำเนียบฯ
นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. และนายอุทัย ยอดมณี ผู้ประสานงาน คปท. นำมวลชนเข้าไปยังทำเนียบ หลังจากการตรวจสอบเครื่องบินไร้คนขับหรือโดรนพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยในทำเนียบฯ ได้เคลื่อนย้ายพระพุทธชินราช และพระไชยหลังช้าง รวม 3 องค์ ออกไป ซึ่งก่อนหน้านี้แกนนำคปท. ได้อัญเชิญมาประดิษฐานด้านหน้าท้าวมหาพรหม เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบนำพระพุทธรูปดังกล่าวกลับมาไว้ที่เดิม ทั้งนี้ แกนนำคปท. ได้ขอเจรจากับ พ.อ.สมบัติ ธัญญะวงศ์ รองเสนาธิการศูนย์การทหารม้าจังหวัดสระบุรี ในฐานะผบ.เหตุการณ์ ขอเข้าไปตรวจสอบว่าพระพุทธรูปได้มีการสับเปลี่ยนไว้หรือไม่ ซึ่งภายหลังการตรวจสอบพบว่าพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่เดิมและไม่ได้ถูกสับเปลี่ยนหรือมีการลงมนต์ดำใดๆ จึงไม่ติดใจเอาความ ขณะที่การรักษาความปลอดภัยมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจดูแลพื้นที่โดยไม่มีการเผชิญหน้ากัน และมวลชนจะออกจากทำเนียบฯภายในเวลา 18.00 น. อย่างไรก็ตาม นายอุทัย กล่าวว่า ตนจะไม่ยอมให้มีการเคลื่อนย้ายเด็ดขาด จากนี้ไปผู้ชุมนุมอาจต้องเข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมในทำเนียบรัฐบาลบ่อยขึ้น
ด้าน พ.อ.สมบัติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้มีคำสั่งให้นำธงชาติและพระพุทธรูปเคลื่อนย้ายออกไปจริง แต่จากคำสั่งดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ได้รับคำสั่ง เข้าใจว่าจะต้องดำเนินการทันที จึงได้ทำการเคลื่อนพระพุทธรูปดังกล่าวออกไป อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ตนในฐานะ ผบ.เหตุการณ์ รับผิดชอบทำเนียบรัฐบาล จะทำการประสานการปฏิบัติงาน หลังจากมีคำสั่งมากขึ้น และทุกคำสั่งจะต้องผ่านตนเท่านั้น ทั้งนี้ยืนยันว่า หากไม่มีคำสั่งที่เป็นความชัดเจนจะไม่มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปดังกล่าวอีก





