วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา!3ปมเสี่ยงครม.สิ้นสภาพ

จุดพลิกการเมือง-ปปช.ชี้มูลนายกฯ..จับตา 3ปมเสี่ยง ครม.สิ้นสภาพ

วันที่ 31 มี.ค.จะเป็นอีกหนึ่งวันที่กำหนดจังหวะก้าวการเมืองไทยในแง่ของระยะเวลาที่จะพลิกผันไปสู่สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อโฉมหน้าการเมือง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะวิกฤติหนักขึ้น เผชิญหน้ากันมากขึ้น หรือกลายเป็นทางออกแบบเนียนๆ ตามทฤษฎี "มะม่วงหล่น" อันลือลั่น

โดยวันที่ 31 มี.ค. เป็นวันที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขีดเส้นให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจงข้อกล่าวหากรณีละเลยต่อหน้าที่ทำให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เพราะไม่อนุญาตให้ขยายเวลาชี้แจงตามที่ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ยื่นขอต่อ ป.ป.ช.ให้ทอดเวลาออกไปอีก 45 วัน

นอกจากไม่ขยายเวลาแล้ว ป.ป.ช.ยังสำทับว่าหากไม่ยอมเข้าชี้แจง (ซึ่งควรเข้าชี้แจงด้วยตนเอง) ป.ป.ช.ก็จะถือว่าไม่ติดใจ คณะกรรมการฯก็จะพิจารณาและลงมติชี้มูลความผิดหรือไม่ ไปตามข้อมูลและข้อเท็จจริงเท่าที่มี

ประเมินกันว่าหากเป็นไปตามแนวทางนี้ ป.ป.ช.อาจชี้มูลความผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ภายในต้นเดือน เม.ย. หรืออย่างช้าก็ก่อนสงกรานต์

ทว่าหาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจเข้าชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง แล้วอาจขอเวลาชี้แจงเป็นเอกสารเพิ่มเติม ก็จะยังคงพอทอดเวลาออกไปได้อีกเล็กน้อย ถ้าเป็นแนวทางหลังนี้ ป.ป.ช.ก็น่าจะมีมติชี้มูลความผิดได้ช่วงปลายเดือน เม.ย.หรืออย่างช้าต้นเดือน พ.ค.

ถ้า ป.ป.ช.ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งว่าข้อกล่าวหามีมูล นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ในที่นี้หมายถึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี

จับตาเกม "สุญญากาศ"

เมื่อสถานการณ์ก้าวไปถึงจุดนั้น ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน เม.ย.ถึงต้น พ.ค. ก็อาจมีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่ารัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพไปแล้วหรือไม่ เนื่องจากผู้นำรัฐบาลต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากศาลชี้ว่ารัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ ก็จะกลายเป็นภาวะ "สุญญากาศ" ตามที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พูดมาตลอด ซึ่งหากจังหวะนั้นยังไม่มีวุฒิสภาชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะมีกระบวนการกดดันให้รองประธานวุฒิสภา (ซึ่งเป็น ส.ว.สรรหา) เป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในความหมายของ "นายกฯคนกลาง" เพราะการเมืองเป็นสุญญากาศแล้ว

การดำเนินการเรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เป็นเพียงการคาดการณ์ของบางฝ่าย และยังคาดด้วยว่าหากจะดำเนินการกันจริงๆ ก็ต้องเร่งให้เร็วเป็นพิเศษ โดยฉวยจังหวะที่ยังไม่มีการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ว. จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องตำแหน่งประธานวุฒิสภาคนใหม่

การเร่งเกมตามการคาดการณ์ของบางฝ่ายนี้ ยังหมายรวมถึงการเร่งเกมไปสู่กระบวนการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่งโดยวุฒิสภาด้วย เพราะหากสภาสูงมีเฉพาะ ส.ว.สายสรรหา ซึ่งบางส่วนก็มีชะนักติดหลังกรณีสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่ ป.ป.ช.เตรียมชี้มูลในเร็วๆ นี้ด้วย ก็จะทำให้กระบวนการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ มีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น

นักกฎหมายยอมรับ"ไม่ง่าย"

อย่างไรก็ดี กระบวนการเร่งเกมที่ว่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์ เพราะแม้แต่นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายซึ่งขึ้นเวที กปปส.ต่อเนื่องอย่าง คมสัน โพธิ์คง ก็ยังยอมรับว่า การที่การเมืองจะเดินไปสู่จุดที่เรียกว่า "สุญญากาศ" จริงๆ นั้นค่อนข้างยาก

คมสัน อธิบายว่าการที่ ป.ป.ช.ชี้มูลนางสาวยิ่งลักษณ์ในคดีจำนำข้าว ผลคือนางสาวยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทยก็ขยับรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนนางสาวยิ่งลักษณ์ได้

"จริงๆ ในทางการเมือง หากผู้นำรัฐบาลถูกชี้มูลความผิด รัฐบาลก็ต้องถือว่าหมดสภาพแล้ว ทั้งในแง่ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่างๆ แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเขาไม่สนใจ เขาก็ยังรักษาอำนาจในตำแหน่งต่อไป ก็คงผลักดันให้รองนายกฯคนใดคนหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่แทน" นักกฎหมายชื่อดัง ระบุ

3ปมรัฐบาลเสี่ยงสิ้นสภาพ

คมสัน บอกต่อว่า การจะทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ขึ้นอยู่กับการทำงานขององค์กรอิสระเป็นหลัก เพราะการชุมนุมของ กปปส.คงทำได้เพียงกดดัน เมื่อรัฐบาลไม่ยอมแสดงสปิริตลาออกทั้งๆ ที่มีประชาชนออกมาไล่เป็นล้านๆ คนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ฉะนั้นก็ต้องย้อนกลับไปที่การทำงานขององค์กรอิสระ ซึ่งมี 3 เรื่องที่เข้าข่ายนายกฯต้องพ้นจากตำแหน่ง และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะพ้นตำแหน่งไปด้วย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 ประกอบมาตรา 182

เรื่องที่ 1 วุฒิสภามีมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งจะทำให้ ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 (1) ประกอบมาตรา 182 (8)

เรื่องที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 กรณีลงนามในคำสั่งโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ ซึ่งล่าสุดศาลปกครองสูงสุดได้สั่งให้นายกรัฐมนตรีคืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ให้กับนายถวิลภายใน 45 วัน และ ครม.ก็ได้อนุมัติคืนตำแหน่งให้นายถวิลไปเรียบร้อยแล้ว

กรณีนี้หลายคนมองว่าเป็นความผิดสำเร็จ เพราะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดรองรับว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจโดยมิชอบในการโยกย้ายนายถวิลออกจากตำแหน่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สายสรรหา พร้อม ส.ว.รวม 27 คนได้ยื่นคำร้องเอาไว้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีข่าวว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันพุธที่ 2 เม.ย.นี้

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญจริง ก็จะส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงไปด้วยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) อันจะส่งผลให้ ครม.ทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180(1)

เรื่องที่ 3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 68 ยุบพรรคเพื่อไทย กรณีสนับสนุนหรือละเลยให้มีการแบ่งแยกประเทศ ตามคำร้องที่มีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว

รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ทั้ง 4 วรรค กำหนดโทษเกี่ยวกับการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยหากผู้กระทำเป็นพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี

นายกฯคนกลางไม่ใช่คำตอบ

ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มองว่า การพยายามเดินเกมการเมืองเพื่อไปสู่สุญญากาศและให้มี "นายกฯคนกลาง" นั้น อาจไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงของการเมืองไทย

"ต้องถามว่าทุกฝ่ายในประเทศยอมรับนายกฯคนกลางได้ไหม และจะมาแบบไหน เพราะมันต้องงดใช้รัฐธรรมนูญด้วย โดยเฉพาะหากคนกลางไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ส่วนการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ก็เป็นเรื่องยาก เพราะคนก็ไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากพอ และฝ่ายที่ไม่ต้องการนายกฯมาตรา 7 ก็คงไม่ยอมรับ ส่วนตัวยังมองไม่ออกว่านายกฯคนกลางจะเป็นไปได้อย่างไร โดยเฉพาะถ้ายังไม่มีการพูดคุยกันระหว่างคู่ขัดแย้งทั้งหมด"

ถวิลวดี บอกด้วยว่า อยากเสนอให้ลองมาพูดคุยร่วมกันจะดีกว่าไหม ดีกว่าเรียกร้องหานายกฯคนกลาง และรัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เอาคนนอกวงมาแก้ปัญหา

ขณะที่ นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ นักสันติวิธีชื่อดัง กล่าวว่า การจะหาทางออกให้บ้านเมืองต้องเปลี่ยนโจทย์ใหม่ ไม่ใช่บอกว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป เพราะนั่นเป็นจุดยืน จึงต้องเปลี่ยนโจทย์ให้สามารถคุยกันได้ ที่สำคัญแต่ละฝ่ายต้องเลิกคิดว่าตัวเองยังมีโอกาสชนะ หรือถือไพ่เหนือกว่า เพราะที่ว่าชนะนั้น มันเป็นชัยชนะที่แท้จริงหรือไม่ สมมติฝ่าย กปปส.ชนะ องค์กรอิสระวินิจฉัยให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพ้นตำแหน่งไป ถามว่ากลุ่มสนับสนุนรัฐบาลจะยอมหรือไม่ เมื่อไม่ยอม ความรุนแรงก็ต้องเกิดขึ้น ฉะนั้นไม่ควรผลักอีกฝ่ายให้จนมุม แต่ควรหันหน้ามาพูดคุยกัน